โฆษณา

Showing posts with label บัตรเครดิต. Show all posts
Showing posts with label บัตรเครดิต. Show all posts

Wednesday, November 7, 2007

20 แบงก์ตื่น 'แท็ปสาย' ลงขัน 200 ล้านผุดโปรแกรมซอฟต์แวร์

ปัญหาการทุจริตบัตรเครดิตที่เพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้ 20 สถาบันการเงินในประเทศ ไม่อาจนิ่งนอนใจ ถึงขั้นยอมลงขันเป็นเงินกว่า 200 ล้านบาท ร่วมกับวีซ่า เพื่อ "วางระบบ" ป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นทั้งในเชิงมูลค่าและความเชื่อมั่น
การวางระบบ "ซอฟต์แวร์" Terminal line-encryption ในเครื่องรูดบัตรชนิด EDC (Electronic Data Capture) ทั่วประเทศจะแล้วเสร็จในปลายปี 2550
"สมชาย พิชิตสุรกิจ" หัวหน้าคณะทำงานป้องกันการทุจริตบัตรเครดิต ชมรมธุรกิจบัตรเครดิต เล่าว่า ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา คดีปลอมแปลงบัตรเครดิตกลายเป็นปัญหาใหญ่ของทั่วโลก โดยเฉพาะในประเทศมาเลเซีย ที่รับรู้กันว่ามีคดีอาชญากรรมบัตรเครดิตติดอันดับโลก ทำให้รัฐบาลมาเลเซียต้องออกกฎเหล็กเมื่อปลายปี 2547 กำหนดให้สถาบันการเงินที่ออกบัตรจะต้องใช้วิธี "ฝังชิพ" เพื่อป้องกันการขโมยข้อมูลผ่านบัตรเครดิต ด้วยการแท็ปสายโทรศัพท์ผ่านเครื่องรูดบัตรชนิด EDC (Electronic Data Capture)
ส่วนในเมืองไทย เฉพาะช่วง 6 เดือนแรกของปี 2550 ไทยได้รับความเสียหายประมาณ 450 ล้านบาท ไม่นับการทลายแก๊งแท็ปสายโทรศัพท์ที่จังหวัดภูเก็ต นอกจากนี้ในช่วงเดือน มกราคม-ตุลาคม 2550 ยังพบการปลอมแปลงบัตรเครดิตทั้งสิ้นกว่า 7,000 ใบ
เมื่อปัญหาเริ่มบานปลาย ชมรมธุรกิจบัตรเครดิตที่มีสมาชิกประมาณ 20 ธนาคาร จึงร่วมกับวีซ่า ลงขันในวงเงินกว่า 200 ล้านบาท เพื่อติดตั้งซอฟต์แวร์กำหนด "รหัสผ่าน" ทางสายโทรศัพท์ (Terminal Line-encryption) เพื่อป้องกันการแท็ปข้อมูลบัตรเครดิต ตั้งแต่ช่วงต้นปี 2550 และมีแผนจะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในปลายปี 2550
โดยขณะนี้ดำเนินการไปได้กว่า 70%
ซอฟต์แวร์ดังกล่าวจะป้องกันการขโมยข้อมูลผ่านทางสายโทรศัพท์ด้วยการแปลงไฟล์เป็นข้อมูลที่ต้องใส่รหัสผ่านป้องกันการเปิดดูข้อมูลระหว่างส่งข้อมูลจากเครื่องรูดบัตรไปยังสถาบันการเงินผู้ออกบัตร
"การแท็ปสายโทรศัพท์แต่ละครั้ง จะได้ข้อมูลจำนวนมากเป็นร้อยถึงแสนข้อมูล มากกว่าเครื่อง skimmer โดยจะได้ทั้งข้อมูลของลูกค้า และธุรกรรมที่ถูกส่งผ่านเครื่องรูดบัตรเมื่อซื้อสินค้า การรูดบัตรที่ผ่านมาจะไม่มีถามหารหัสผ่าน ข้อมูลทั้งหมดจึงถูกส่งผ่านโดยตรง ทำให้มีการดักข้อมูลไว้กลางทางที่ตู้พักสายโทรศัพท์สีเขียวได้ จึงจำเป็นต้องติดตั้งโปรแกรมป้องกันการเข้าถึงข้อมูลก่อนส่งข้อมูลไปยังธนาคาร" สมชายเล่า
สำหรับกระบวนการลงโปรแกรมซอฟต์แวร์นั้น ทางสถาบันการเงินผู้ออกบัตรจะต้องนำโปรแกรมเข้าไปติดตั้งในเครื่องรูดบัตรชนิด EDC ให้กับร้านค้าที่บอกรับการชำระเงินผ่านบัตรเครดิตทั่วประเทศ ถือเป็นต้นทุนที่สูงและใช้ระยะเวลานาน หลังจากทยอยติดตั้งซอฟต์แวร์หมดทุกห้างร้านทั่วประเทศในปลายปี 2550 เชื่อว่าตัวเลขความเสียหายจากการปลอมบัตรเครดิตจะลดลง
ทั้งนี้ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2550 พบว่ายังคงจับกุมผู้ปลอมแปลงบัตรเครดิตได้อย่างต่อเนื่อง เฉพาะธนาคารกสิกรไทยแห่งเดียว จับกุมได้ประมาณ 38 คดี มีผู้ต้องหา 47 ราย ส่วนใหญ่จะเป็นมิจฉาชีพกลุ่มเล็ก ที่ล้วงข้อมูลจากการอ่านข้อมูลด้วยเครื่อง skimmer
ด้าน "ธวัชชัย ธิติศักดิ์สกุล" รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารอาวุโส บัตรเครดิตกรุงไทย ในฐานะรองประธานชมรมธุรกิจบัตรเครดิต เล่าถึงแผนการป้องกันของธนาคารให้ฟังว่า ค่อนข้างตื่นตัวหลังจากพบว่ามีการทุจริตบัตรเครดิตในอัตราค่อนข้างสูง โดยเริ่มแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ด้วยการเปลี่ยนลักษณะบัตรจากบัตรที่เป็นแถบแม่เหล็กมาเป็นการฝังชิพ ซึ่งธนาคารจะเป็นผู้ลงทุน และจะค่อยๆ เปลี่ยนให้กับลูกค้าที่แจ้งความประสงค์ทันทีที่บัตรเดิมหมดอายุลง
ปัจจุบันผู้ใช้บัตรเครดิตเคทีซีเปลี่ยนมาใช้บัตรฝังชิพเกือบ 100% แล้ว เหลือเพียงบางรายที่รอบัตรหมดอายุเท่านั้น
"เมื่อก่อนจะใช้บัตรเครดิตแบบแถบแม่เหล็ก ระบบก็จะอ่านข้อมูลจากแถบแม่เหล็กด้านหลังบัตร ส่งผ่านสายโทรศัพท์ ทำให้เกิดการขโมยข้อมูล แต่ปัจจุบันผู้ประกอบการและร้านค้าหันมาร่วมมือกับทางวีซ่าโดยใช้บัตรเครดิตแบบติดชิพ ถือว่าป้องกันการขโมยข้อมูลได้ดี เพราะอ่านข้อมูลได้ยาก และเวลาสอดบัตรเข้าเครื่องอ่านบัตรก็จะมีการอ่านข้อมูลจากชิพแทน" รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารอาวุโส บัตรเครดิตกรุงไทย กล่าว


จาก กรุงเทพธุรกิจ BizWeek ฉบับวันที่ 12/10/2550

9 ทริค...พ้นเหยื่อมิจฉาชีพ 'บัตรเครดิต-เอทีเอ็ม'

มิจฉาชีพที่แฝงตัวมาในคราบบุคคลธรรมดา ทำให้ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อไม่ทันตั้งตัว เพื่อความไม่ประมาทจากการโจรกรรม จึงมีเทคนิคง่ายๆ ป้องกันภัยให้รอดจากเป้าหมายของมิจฉาชีพ ดังนี้
1. กระเป๋าสตางค์หายพึงระลึกเสมอว่า...บัตรเครดิตถูกขโมย ต้องแจ้งธนาคารทันทีเพื่ออายัดหรือยกเลิกบัตร ป้องกันไม่ให้ผู้อื่นนำไปใช้ หากมีผู้นำบัตรของท่านไปใช้หลังจากท่านแจ้งธนาคารแล้ว ธนาคารจะต้องเป็นฝ่ายรับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่บัญชีของท่าน
ดังนั้นยิ่งแจ้งธนาคารเร็วเท่าไหร่ ความคุ้มครองก็จะเร็วขึ้นตามไปด้วย
2. ในขณะที่ใช้บัตรเครดิตหรือเอทีเอ็ม ไม่ควรให้ใครมองเห็นมือของเรา และตรวจสอบตู้ใช้ชัดเจนว่ามีเครื่องอ่านบัตรครอบอยู่หรือไม่ รวมถึงอย่ารับความช่วยเหลือจากใคร และหากรู้สึกว่าคนที่ยืนต่อคิวข้างหลังขยับเข้ามาชิดมากเกินไป ก็อย่างเกรงใจที่จะขอให้ช่วยถอยห่างออกไปหน่อย
หลังทำรายการเสร็จสิ้นควรเก็บสลิปไว้และทำลายในที่ปลอดภัย เพราะมิจฉาชีพบางรายมีความสามารถที่จะอ่านข้อมูลในสลิปเอทีเอเอ็ม เพื่อเจาะเข้าถึงข้อมูลและเงินในบัญชี
3. ป้องกันการขโมยข้อมูลและเอกสารจากการกรอกใบสมัครต่างๆ ด้วยการเขียนให้ชัดเจนว่าเอาไปใช้ประโยชน์หรือวัตถุประสงค์อะไร
4. หากได้รับโทรศัพท์จากคนที่ไม่รู้จักและแจ้งว่าได้รับรางวัลก้อนใหญ่ หรือเสนออะไรที่ดีอย่างไม่น่าเชื่อ ให้สงสัยไว้ก่อนว่าเป็นเรื่องหลอกลวง
หากถูกหลอกให้เปิดเผยข้อมูลส่วนตัว ห้ามบอกข้อมูลส่วนตัวกับผู้มาติดต่อเด็ดขาด เพราะธนาคารทั่วไปไม่เคยมีการติดต่อลูกค้าทางโทรศัพท์ เพื่อแจ้งการถูกรางวัล หรือขอข้อมูลส่วนตัว
5. หากได้รับอีเมล แอบอ้างว่ามาจากธนาคารที่เปิดบัญชีไว้ ในกรณีนี้ อาจจะกำลังตกเป็นเหยื่อของอีเมลปลอมซึ่งมักจะขอให้ยืนยันหมายเลขบัญชีและรหัสส่วนตัว
พึงระลึกไว้เสมอว่า รหัสส่วนตัว บัตร ใบแจ้งยอดบัญชี สลิปเอทีเอ็ม และเอกสารอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเงินของตนเอง ต้องไม่เปิดเผยให้ใครทราบ อีกทั้งหากได้รับอีเมล ต้องดูจากช่องเบราเซอร์ เวบไซต์ที่ปลอดภัยควรขึ้นต้นด้วย https://
6. การชำระเงินในห้างสรรพสินค้า ร้านอาหาร หรือร้านค้าต่างๆ หากจุดชำระเงินห่างจากจุดที่กำลังซื้อของหรือรับประทานอาหาร อาจเป็นไปได้ที่มิจฉาชีพจะแฝงมาในคราบพนักงานถือโอกาสคัดลอกข้อมูลบัตรเครดิต หรือเดบิตด้วยเครื่องอ่านบัตรแบบพกพา ดังนั้นจึงควรเดินตามพนักงาน หรือตรวจสอบจำนวนเงินที่ปรากฏบนสลิปบัตรเครดิตหรือเดบิตทุกครั้งก่อนเซ็นชื่อ ขณะเดียวกัน ก็เลือกซื้อสินค้าเฉพาะกับร้านที่ใช้ระบบ Verified by Visa และ MasterCard Secure Code จึงจะปลอดภัยกว่า
7. ข้อมูลบัตรและรหัสส่วนตัวไม่ควรเปิดเผยให้ใครรู้แม้แต่คนในครอบครัว เพราะมิจฉาชีพอาจอยู่ใกล้ตัว และหมั่นตรวจสอบรายการทำธุรกิจที่ปรากฏในรายงานแจ้งยอดบัญชี หากไม่ได้เป็นผู้ทำธุรกรรมควรรีบแจ้งและพิสูจน์
8. เมื่อบัตรเอทีเอ็มถูกยึดไว้ในเครื่อง ต้องแจ้งให้ธนาคารทราบทันที เพื่อความปลอดภัย เพราะหากมีเครื่องอ่านบัตรของมิจฉาชีพติดตั้งไว้ในเอทีเอ็ม และมีการคัดลอกข้อมูลในบัตรรวมทั้งมีการทำบัตรปลอมขึ้นมา ธนาคารจะต้องเป็นฝ่ายรับผิดชอบความเสียหายให้หลังการแจ้ง
9. หากกำลังวางแผนไปท่องเที่ยวต่างประเทศ ควรใช้จ่ายด้วยบัตรหลัก พร้อมกับแจ้งให้กับธนาคารผู้ออกบัตรทราบด้วยว่าต้องการใช้บัตรในต่างประเทศ เพื่อให้ธนาคารเฝ้าติดตามบัญชีของลูกค้าว่ามีรูปแบบการใช้จ่ายที่ผิดปกติ หรือมีพฤติกรรมที่ส่อว่ามีการทุจริตหรือไม่ เช่น การใช้จ่ายในต่างประเทศ หากมีการทำธุรกรรมที่มีความเสี่ยงสูง ธนาคารจะติดต่อลูกค้าเพื่อตรวจสอบว่าควรอนุมัติรายการนั้นหรือไม่ พร้อมกับติดตามดูธุรกรรมที่น่าสงสัย เช่น ซื้อสินค้าแบบเดียวกันหลายชิ้น หรือซื้อสินค้าจากคนละแห่งกับการเดินทาง หรือซื้อนอกเหนือจากวันเดินทาง


ที่มา...แหล่งข้อมูลจากธนาคารกรุงเทพ, ชมรมธุรกิจบัตรเครดิต, บริษัทบัตรเครดิต เคทีซี