โฆษณา

Showing posts with label การลงทุนในกองทุน. Show all posts
Showing posts with label การลงทุนในกองทุน. Show all posts

Tuesday, August 10, 2010

ทองคำปิดร่วง $2.70

ทองคำปิดร่วง $2.70 หลังจากสกุลเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น
สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดร่วงลงเมื่อคืนนี้ (9 ส.ค.) เพราะถูกกดดันจากสกุลเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้น ก่อนที่การประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะมีขึ้นในคืนวันอังคารที่ 10 ส.ค.ตามเวลาประเทศไทย ซึ่งนักวิเคราะห์คาดการณ์ในวงกว้างว่าเฟดจะประกาศใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่ สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า สัญญาทองคำตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนธ.ค.ร่วงลง 2.70 ดอลลาร์ ปิดที่ 1,202.60 ดอลลาร์/ออนซ์ หลังจากเคลื่อนตัวในช่วง 1,201.10 - 1,212.10 ดอลลาร์ ขณะที่สัญญาโลหะเงินเดือนก.ย.ลดลง 23.00 เซนต์ ปิดที่ 18.242 ดอลลาร์/ออนซ์ และสัญญาโลหะทองแดงส่งมอบเดือนก.ย.เพิ่มขึ้น 1.1 เซนต์ ปิดที่ 3.3540 ดอลลาร์/ปอนด์ ส่วนสัญญาพลาตินัมส่งมอบเดือนต.ค.ดิ่งลง 27.90 ดอลลาร์ ปิดที่ 1,542.90 ดอลลาร์/ออนซ์ และสัญญาพัลลาเดียมส่งมอบเดือนก.ย.ลดลง 7.95 ดอลลาร์ ปิดที่ 479.65 ดอลลาร์/ออนซ์ นักลงทุนเทขายสัญญาทองคำหลังจากสกุลเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น อันเนื่องมาจากการคาดการณ์ที่ว่า เฟดจะใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่ รวมถึงการใช้นโยบายผ่อนปรนด้านการเงินเพิ่มเติม หลังจากเศรษฐกิจส่งสัญญาณการชะลอตัวในหลายภาคส่วน รวมถึงตลาดอสังหาริมทรัพย์และตลาดแรงงาน นอกจากนี้ สกุลเงินดอลลาร์ดีดตัวขึ้นเมื่อเทียบกับยูโร หลังจากธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ 1% รวมทั้งคงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่ 1.75% และคงอัตราดอกเบี้ยเงินฝากข้ามคืนที่ 0.25% กองทุน SPDR Gold Trust ซึ่งเป็นกองทุน ETF ทองรายใหญ่ที่สุดในโลก เข้าถือครองทองคำที่ 1,282.746 ตันในช่วงเวลาที่สิ้นสุด ณ วันที่ 6 ส.ค. ซึ่งไม่เปลี่ยนแปลงจากระดับของวันที่ 5 ส.ค.

ที่มา : อินโฟเควสท์
วันที่ : 10 สิงหาคม 2553

Sunday, February 17, 2008

วิธีเลือกลงทุนเพื่อความปลอดภัยทางการเงิน

น.ส. สุวภา เจริญยิ่ง กรรมการผู้จัดการ บล.ธนชาต กล่าวผ่านรายการ Smart Money ว่า ในภาวะที่ราคาหุ้นผันผวน ผู้ลงทุนควรลงทุนด้วยความปลอดภัย ซึ่งต้องดูจากความต้องการของแต่ละคนว่ายอมรับความเสี่ยง และพอใจระดับผลตอบแทนในระดับใด ซึ่งการลงทุนที่น่าสนใจมีหลากหลายวิธี ดังนี้- การฝากเงินกับธนาคารพาณิชย์ เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ชอบความเสี่ยงต่ำ ผลตอบแทนขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละแห่งซึ่งมีความแตกต่างกัน ผู้ลงทุนควรฝากเงินอย่างน้อย 1 ปี ซึ่งมีอัตราดอกเบี้ยประมาณ 3%
- กองทุนตราสารหนี้ ซึ่งมีความน่าสนใจในภาวะที่มีการลดอัตราดอกเบี้ยเนื่องจากประสบปัญหาเงินบาทแข็งค่า และปัญหา Subprime ผู้ลงทุนควรลงทุนระยะยาวเกินกว่า 1 ปี และในปลายเดือนกุมภาพันธ์นี้คาดว่าจะมีการออกพันธบัตรออมทรัพย์กว่า 5 หมื่นล้านบาท และบริษัทเอกชนก็จะทยอยออกตราสารหนี้ในรูปแบบหุ้นกู้ ซึ่งขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละแห่งว่าจะออกหุ้นกู้อายุเท่าใด อาจเป็นได้ตั้งแต่ 2 - 7 ปี ซึ่งผู้ลงทุนควรดูจังหวะของเงินลงทุน และเปรียบเทียบผลตอบแทนก่อนตัดสินใจเลือกลงทุน
- กองทุนอสังหาริมทรัพย์ เหมาะสำหรับถือลงทุนในระยะยาว ให้ผลตอบแทน 5-7% ปัจจุบันมีทั้งหมด 15 กองทุน ซึ่งเป็นที่สนใจของนักลงทุนอย่างมาก เนื่องจากราคาที่ดินมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และหากมีการยกเลิกมาตรการกันสำรอง 30% ก็อาจทำให้มีเม็ดเงินลงทุนจากนักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนมากขึ้น ซึ่งช่วยเสริมสภาพคล่องให้กับกองทุนอสังหาริมทรัพย์ได้
- Structure Note เป็นการรวมตราสารอนุพันธ์ และตราสารหนี้เข้าด้วยกัน ถือเป็นความท้าทายใหม่ ในการออกแบบการลงทุนในอนุพันธ์ที่อ้างอิงกับหลักทรัพย์ต่าง ๆ เช่น SET 50 หรือ ทองคำ โดยหากเงื่อนไขการลงทุนเป็นไปตามที่กำหนด เช่น ดัชนี SET 50 แกว่งตัวในระดับที่กำหนดไว้ ก็จะได้ผลตอบแทนเพิ่มเติม
- ทองคำ ซึ่งอาจเป็นได้ทั้งการลงทุนในทองคำโดยตรง หรือผ่านกองทุน โดยในขณะนี้มีการเก็งกำไรจากมูลค่าทองคำที่ผันผวนตามราคาน้ำมัน และราคาของโลหะในตลาดโลกก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเช่นกัน สุวภาบอกด้วยว่า ไม่ว่าผู้ลงทุนจะเลือกลงทุนแบบใด ก็ควรที่จะพิจารณา ให้เหมาะกับสไตล์การลงทุนของตัวเอง สำหรับผลตอบแทนจากการลงทุน มองว่าเป็นเรื่องของความผันผวนมากกว่า เช่น อัตราดอกเบี้ย 7% มีความผันผวนน้อย อัตราดอกเบี้ย 20% มีความผันผวนมาก แต่ในบางครั้งกรณีที่มีความเสี่ยงมาก ก็มีโอกาสที่จะได้ผลตอบแทนต่ำก็เป็นได้ ดังนั้น การตัดสินใจลงทุนจึงขึ้นอยู่กับความพึงพอใจ และระดับการยอมรับความเสี่ยงของผู้ลงทุนเป็นหลัก


บทความจาก Money Channel

ทางเลือกลงทุนสำหรับคนชอบเสี่ยง

สุวภา เจริญยิ่ง กรรมการผู้จัดการ บล.ธนชาต ได้กล่าวถึงทางเลือกการลงทุนผ่านรายการ Smart Money ว่า ปัจจุบันตลาดทุนไทยมีตราสารที่สามารถลงทุนได้หลากหลายประเภท เช่น หุ้น ใบสำคัญแสดงสิทธิ (Warrant) Exchange Traded Fund (ETF) ฟิวเจอร์ส และออปชัน เป็นต้น ซึ่งแม้ว่าการลงทุนในสินค้าเหล่านี้จะมีความเสี่ยงจากความผันผวนของดัชนี โดยเฉพาะหุ้น แต่การลงทุนในหุ้นก็ยังสามารถสร้างผลตอบแทนเฉลี่ยได้ที่ 12% ต่อปี โดยยังคงมีราคาถูกหรือระดับ P/E เฉลี่ยทั้งตลาดเพียง 11 เท่า และยังมีแนวโน้มจ่ายปันผลได้ในเดือนเมษายน - พฤษภาคมอีกด้วย ทำให้การลงทุนในหุ้นจึงยังเป็นสิ่งที่น่าสนใจในขณะนี้สำหรับ Exchange Traded Fund (ETF) กองแรกของไทย หรือ “TDEX” นั้น เป็นกองทุนที่ลงทุนในหุ้น 50 ตัวเหมือนกองทุนที่อ้างอิงการลงทุนตามดัชนี SET50 แต่มีความแตกต่างกันตรงที่ TDEX สามารถตรวจสอบมูลค่าหน่วยลงทุนได้ตลอดเวลา (Real time) ซึ่งสะท้อนดัชนี SET50 ตามความเป็นจริงในขณะนั้นด้วยส่วน Warrant หรือหุ้นลูกนั้น แม้ว่าจะมีราคาใช้สิทธิและราคาหุ้นแม่เข้ามาเกี่ยวข้อง แต่จากฐานราคาที่มีขนาดเล็ก ทำให้ราคาสามารถเหวี่ยงตัวได้มากกว่าหุ้นแม่ ทั้งนี้ ราคา Warrant จะปรับเข้าสู่จุดสูงสุดเมื่อเข้าสู่ช่วงครึ่งอายุ เช่น วอร์แรนท์อายุ 10 ปี จะมีราคาสูงที่สุดเมื่อวอร์แรนท์นี้อายุ 5 ปี และยิ่งวอร์แรนท์มีอายุคงเหลือนาน ก็ยิ่งมีราคาใช้สิทธิสูงด้วยสำหรับ SET50 Index Futures และ SET50 Options นั้น นักลงทุนสามารถใช้ทำกำไรได้ทั้งในช่วงที่ตลาดขาขึ้นและขาลง โดยหากนักลงทุนมั่นใจว่าดัชนี SET50 มีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้น ก็สามารถเข้าทำสถานะ Long Futures ควบคู่กับการซื้อหุ้น ซึ่งจะสามารถทำกำไรได้ 2 ต่อ และหากคาดการณ์ว่าดัชนีมีแนวโน้มเป็นขาลง ก็สามารถ Short Futures ไว้ได้ เพื่อประกันความเสี่ยงจากราคาหุ้นส่วนความแตกต่างของการเลือกลงทุนในหุ้นหรือกองทุนนั้น สุวภากล่าวว่า ขึ้นอยู่กับความสามารถในการติดตามตลาดและความชอบของนักลงทุน โดยหากเป็นนักลงทุนที่มีเวลาติดตามตลาดและมีวินัยในการลงทุนก็อาจเลือกลงทุนในหุ้นเองได้ แต่หากเป็นผู้ที่ไม่มีเวลา ก็สามารถฝากให้ผู้จัดการกองทุนดูแลให้แทนได้เช่นกัน แต่นักลงทุนก็ไม่ควรพลาดการลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ด้วย เพราะสามารถคาดหวังได้ว่าจะสร้างผลตอบแทนสูงขึ้นได้ในระยะยาว ส่วนการตัดสินใจลงทุนในหุ้นบุริมสิทธิและหุ้นสามัญนั้น จะขึ้นอยู่กับความสามารถในการยอมรับความเสี่ยงของนักลงทุน โดยหากเป็นนักลงทุนที่ต้องการผลตอบแทนที่สม่ำเสมอ ไม่สนใจเรื่องสภาพคล่องของหุ้น หรือเป็นผู้ที่กังวลในสถานการณ์ของบริษัทจดทะเบียนนั้น ๆ ก็ควรเลือกลงทุนในหุ้นบุริมสิทธิ เพราะมีความปลอดภัยจากการลงทุนสูงกว่านอกเหนือจากการลงทุนในตราสารประเภทต่าง ๆ แล้ว สุวภายังแนะนำว่า นักลงทุนควรกระจายการลงทุนในสินทรัพย์ให้เหมาะสม (Asset Allocation) ด้วย เพื่อเพิ่มโอกาสในการสร้างผลตอบแทน และนักลงทุนก็ควรติดตามสภาวะการลงทุนอย่างสม่ำเสมอด้วยเช่นกัน

บทความจาก Money Channel

Saturday, November 10, 2007

จังหวะการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ

เมื่อไรที่ท่านควรจะเข้าลงทุนในตลาดหุ้น และเมื่อไรที่ท่านควรจะออกจากตลาดหุ้น
ไม่เพียงแต่ผู้ลงทุนรายย่อยเท่านั้นที่มักจะตัดสินใจลงทุนในช่วงเวลาที่ไม่เหมาะสม ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญบ่อยครั้งก็ตัดสินใจลงทุนในช่วงเวลาที่ ไม่เหมาะสมเช่นกัน เคล็ดลับในการลงทุนจึงดูเหมือนว่าจะเป็นระยะเวลาที่ลงทุนไม่ใช่การกะจังหวะการลงทุนแต่อย่างใด แต่ก็แน่นอนว่าจังหวะ ในการลงทุนถือเป็นเรื่องที่สำคัญไม่น้อยโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องการหลีกเลี่ยงจากความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้น อย่างไรก็ตามจากข้อมูลสถิติ ที่ผ่านมาผู้ลงทุนที่ใช้กลยุทธ์การกำหนดจังหวะการลงทุนมักจะไม่ประสบความสำเร็จในการลงทุน กุญแจสำคัญที่จะนำไปสู่ความสำเร็จในการลงทุนคือความมีวินัย ซึ่งความมีวินัยเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินชีวิตประจำวันของเราทุกคน แต่เมื่อวกมาเข้าเรื่องการลงทุนเรามักจะลืมเรื่องดังกล่าวเสียสนิท เรามักจะได้ยินเรื่องราวของนักลงทุนส่วนใหญ่ ที่พากันกรูเข้าไปลงทุนในตลาดหุ้นที่กำลังร้อนแรง และกระโดดออกเมื่อตลาดหุ้นปรับตัวลงมาอยู่ในระดับต่ำที่ควรจะลงทุน นักลงทุนเหล่านี้ไม่ได้นึกถึงเหตุผลที่เป็นตัวผลักดันให้พวกเขาตัดสินใจเข้ามาลงทุนในครั้งแรก แต่มักจะปล่อยให้ความตื่นตระหนกมาครอบงำจิตใจแทน
การลงทุนแบบถัวเฉลี่ยต้นทุน (Dollar Cost Averaging) คืออะไร
การลงทุนแบบถัวเฉลี่ยต้นทุนเป็นเทคนิคการลงทุนแบบหนึ่งที่สามารถลดความเสี่ยงและให้ผลตอบแทนที่ดีในการลงทุนระยะยาวแต่ทั้งนี้ท่านต้องมีระเบียบวินัยในการลงทุน โดยหลักการแล้วการลงทุนแบบถัวเฉลี่ยต้นทุนเป็นการใช้ประโยชน์จากการที่ภาวะตลาดฯ มีการเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นหรือลดลง แทนที่จะคาดคะเนจังหวะสูงต่ำของตลาดฯ ท่านควรจะลงทุนอย่างสม่ำเสมอในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ด้วยจำนวนเงินที่เท่าๆกันการลงทุนอย่างสม่ำเสมอนี้ไม่เพียงเป็นเพียงการฝึกนิสัยที่ดีให้กับตนเอง แต่เป็นวิธีหนึ่งที่ได้รับการยอมรับว่ามีประสิทธิภาพทำให้ท่านสามารถบรรลุเป้าหมายการลงทุนที่วางไว้ ด้วยเงินลงทุนที่เท่าๆกันในแต่ละงวด ท่านจะได้รับจำนวนหน่วยลงทุนมากขึ้นเมื่อมูลค่าหน่วยลงทุนลดลงและจะได้น้อยลงเมื่อราคาสูงขึ้นซึ่งจะทำให้ท่านสามารถลดต้นทุนเฉลี่ยของการลงทุนลงไปได้ วิธีนี้จะได้ผลดีที่สุดเมื่อท่านลงทุนอย่างต่อเนื่องตามกำหนดการที่วางไว้โดยไม่สนใจความผันผวนของราคาในแต่ละขณะ
ตัวอย่างการลงทุนแบบถัวเฉลี่ยต้นทุน

สมมติว่าท่านคิดจะลงทุนทุกเดือนๆละ 10,000 บาท ในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมที่ลงทุนในหุ้น ซึ่งราคาจะเปลี่ยนแปลงไปตามการขึ้นลง ของราคาหุ้นที่กองทุนไปลงทุนเอาไว้ ดังนั้นหากท่านซื้อมาในเดือนแรกที่ราคา 10 บาท ด้วยเงินลงทุน 10,000 บาท ท่านจะได้หน่วยลงทุน 1,000 หน่วย ซึ่งเป็นไปได้ว่าในระยะเวลาสี่เดือนถัดมา มูลค่าหน่วยลงทุนค่อยๆลดลงมาที่ราคา 5 บาท ซึ่งตอนนี้ความมีวินัยจะมีความสำคัญมาก และท่านต้องไม่ให้ความตื่นตระหนกเข้าครอบงำเมื่อตลาดหุ้นเริ่มซบเซา จากตัวอย่างข้างบนท่านจะเห็นว่า การลงทุนแบบถัวเฉลี่ยต้นทุนมิใช่การรับประกันผลตอบแทนการลงทุนเพราะหากท่านตื่นตระหนก และขายหน่วยลงทุนออกในช่วงที่หุ้นตกถึงจุดที่ต่ำมากๆ ท่านก็ยังคงขาดทุนแน่นอน แต่ถ้าท่านมีวินัยและดำเนินตามแผนการลงทุนที่ตั้งไว้ สมมุติว่าใน เดือนที่แปด สถานการณ์ลงทุนในตลาดหุ้นฟื้นตัวกลับมาจนทำให้ราคาหน่วยลงทุนกลับมาอยู่ที่เดิมคือ 10 บาท ท่านก็จะมีกำไรจากการลงทุนสูง ถึงเกือบ 38 % ทีเดียว
สร้างผลตอบแทนและลดความเสี่ยงด้วยการลงทุนระยะยาว

Wednesday, November 7, 2007

ประเทศน่าลงทุน จีน-อินเดีย

หนึ่งในแนวทางเลือกกองทุนเอฟไอเอฟ ในยุคความเสี่ยงสูงๆ เช่นนี้.. คือ การเลือกลงทุนแบบ "รายประเทศ" หรือรายอุตสาหกรรมที่มีความโดดเด่นและมีศักยภาพการเติบโตในอนาคตสูง หรือที่เรียกว่า "Pick up Area"
หรือเป็นแนวทางลงทุนในหลักการเดียวกันกับการเลือกหุ้นเล่น "รายตัว" (Selection)
"พิชา รัตนธรรม" ผู้อำนวยการฝ่ายจัดการลงทุนธุรกิจ กองทุนรวมและกองทุนส่วนบุคคล บลจ.ทิสโก้ กล่าวว่า ในยุคแรกของการลงทุนในกองทุนเอฟไอเอฟ กองทุนส่วนใหญ่มีนโยบายลงทุนมุ่งนำเงินไปยังภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลก หรือที่เรียกว่าเป็น Global Funds ซึ่งเป็นที่คุ้นเคยของนักลงทุนในช่วง 3-4 ปีก่อน
แต่ปัจจุบันทางเลือกลงทุนในกองทุนเอฟไอเอฟ เริ่มเปิดกว้างมากขึ้น เพราะนโยบายการลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ ของกองทุนที่มีในขณะนี้ มีความหลากหลายและมีสีสันมากขึ้น ตั้งแต่กระจายลงทุนในภูมิภาคต่างๆ เลือกรายประเทศ ตลอดจนรายอุตสาหกรรม
"แต่เดิมนักลงทุนจะคุ้นเคยกับเอฟไอเอฟที่กระจายลงทุนไปตลาดหุ้นทั่วโลก หรือ โกลบอล ฟันด์ แต่ยุคนี้นักลงทุนควรจะเลือกกองทุนในลักษณะ Pick up Area หรือ Country Fund ที่เน้นลงทุนเจาะประเทศใดประเทศหนึ่ง เหมือนกับการเลือกหุ้นรายตัวที่มีศักยภาพ จะทำให้ได้รับผลตอบแทนที่ดี และได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจของสหรัฐชะลอตัวน้อยกว่า"
พิชาให้แนวทางกว้างๆ ว่า นักลงทุนควรจะเริ่มจากการดูภาพรวมการเติบโตเศรษฐกิจของประเทศนั้นๆ ก่อนว่าดีหรือไม่ มีผลกระทบอะไรบ้าง ตลอดจนผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้รับ เทียบกับเงินฝากเป็นอย่างไร
"การแบ่งเงินลงทุนไปลงทุนในเอฟไอเอฟ ในภาวะที่หวั่นเกรงว่าแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐจะชะลอ ถ้าคิดจะซื้อกองทุนเอฟไอเอฟ ควรจะซื้อกองทุนที่นำเงินไปลงทุนในประเทศจีน อินเดีย จะทำให้ได้รับผลตอบแทนที่ดีกว่าการกระจายลงทุนทั่วโลก ซึ่งปัจจุบันเริ่มมีสินค้าออกมาให้เลือกมากขึ้น"
โดยเฉพาะตลาดหุ้นของประเทศในเอเชีย อย่างหุ้นจีนและอินเดีย ที่การเติบโตของเศรษฐกิจกำลังร้อนแรงและได้รับผลกระทบจากปัญหาซับไพรม์น้อยกว่าภูมิภาคอื่นของโลก
เขามองว่า การขยายตัวเศรษฐกิจจีนและอินเดีย มีแนวโน้มที่จะเติบโตเฉลี่ยปีละ 9-10% การนำเงินไปลงทุนในกองทุนเอฟไอเอฟ ประเภทหุ้น จะทำให้ได้รับผลตอบแทนที่ดีกว่ากองทุนเอฟไอเอฟตราสารหนี้
"กองทุนเอฟไอเอฟ เริ่มเข้าไปลงทุนในจีนและอินเดีย เพราะเป็นตลาดหุ้นที่ให้ผลตอบแทนสูงสุดในโลก อย่างตลาดหุ้นอินเดียไม่เคยให้ผลตอบแทนติดลบในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา แม้ว่าจะมีปัจจัยลบเข้ามากระทบเช่น สงคราม ราคาน้ำมันที่สูงขึ้น หรือโรคซาร์ส แต่เมื่อเหตุการณ์ผ่านไปก็มีการซื้อหุ้นกลับ โดยเฉลี่ยหุ้นจีนและอินเดียให้ผลตอบแทน 40% ต่อปี สูงสุดในโลก" พิชากล่าว
สำหรับกองทุนเอฟไอเอฟที่ลงทุนในจีนและอินเดีย ที่ออกมาเสนอขายช่วงนี้ ก็เช่น “กองทุนเปิด ทิสโก้ ไชน่า อินเดีย ดิวิเดนด์ ฟันด์” ของบลจ.ทิสโก้ เน้นลงทุนในตลาดหุ้นจีนและอินเดีย เปิดจองซื้อครั้งแรกระหว่างวันที่ 1-12 ตุลาคม 2550 มูลค่าโครงการ 1,000 ล้านบาท เงินลงทุนขั้นต่ำเพียง 20,000 บาท
โดยกองทุนนี้มีนโยบายลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมอีทีเอฟ (Exchange Traded Fund) ในต่างประเทศ ที่เน้นลงทุนในหุ้นของบริษัทจดทะเบียนจัดตั้ง หรือประกอบธุรกิจในจีนและอินเดีย ซึ่งมีศักยภาพในการเติบโตและมีโอกาสในการทำกำไร
บริษัทจะจ่ายเงินปันผลอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ไม่น้อยกว่า 50% ของกำไรสะสมหรือกำไรสุทธิ
นอกจากนั้น ยังมีกองทุนเปิด "แอสเซท พลัส เอเชี่ยน สเปเชี่ยล ซิททูเอชั่นส์" ของบลจ.แอสเซท พลัส ที่มุ่งลงทุนในหุ้นกลุ่มประเทศเอเชีย ยกเว้นประเทศญี่ปุ่น ผ่านกองทุน Fidelity Adveisor World Asian Special Situation Fund ซึ่งเป็นกองทุนเปิดบริหารและจัดการโดย Fidelity Management & Research Company (FMR) กำหนดเสนอขายระหว่างวันที่ 15-25 ตุลาคม 2550
"ทางเลือกลงทุนในประเทศทวีปเอเชีย มีแนวโน้มให้ผลตอบแทนสูงกว่าหุ้นไทย เพราะเศรษฐกิจของประเทศเอเชียมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง ประกอบกับปัญหาซับไพรม์ที่ส่งผลต่อประเทศเอเชียได้ลดลง" ลดาวรรณ เจริญรัชต์ภาคย์ กรรมการผู้จัดการ บลจ.แอสเซท พลัส กล่าว


จาก กรุงเทพธุรกิจ BizWeek ฉบับวันที่ 5/10/2550