ทองคำปิดร่วง $2.70 หลังจากสกุลเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น
สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดร่วงลงเมื่อคืนนี้ (9 ส.ค.) เพราะถูกกดดันจากสกุลเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้น ก่อนที่การประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะมีขึ้นในคืนวันอังคารที่ 10 ส.ค.ตามเวลาประเทศไทย ซึ่งนักวิเคราะห์คาดการณ์ในวงกว้างว่าเฟดจะประกาศใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่ สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า สัญญาทองคำตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนธ.ค.ร่วงลง 2.70 ดอลลาร์ ปิดที่ 1,202.60 ดอลลาร์/ออนซ์ หลังจากเคลื่อนตัวในช่วง 1,201.10 - 1,212.10 ดอลลาร์ ขณะที่สัญญาโลหะเงินเดือนก.ย.ลดลง 23.00 เซนต์ ปิดที่ 18.242 ดอลลาร์/ออนซ์ และสัญญาโลหะทองแดงส่งมอบเดือนก.ย.เพิ่มขึ้น 1.1 เซนต์ ปิดที่ 3.3540 ดอลลาร์/ปอนด์ ส่วนสัญญาพลาตินัมส่งมอบเดือนต.ค.ดิ่งลง 27.90 ดอลลาร์ ปิดที่ 1,542.90 ดอลลาร์/ออนซ์ และสัญญาพัลลาเดียมส่งมอบเดือนก.ย.ลดลง 7.95 ดอลลาร์ ปิดที่ 479.65 ดอลลาร์/ออนซ์ นักลงทุนเทขายสัญญาทองคำหลังจากสกุลเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น อันเนื่องมาจากการคาดการณ์ที่ว่า เฟดจะใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่ รวมถึงการใช้นโยบายผ่อนปรนด้านการเงินเพิ่มเติม หลังจากเศรษฐกิจส่งสัญญาณการชะลอตัวในหลายภาคส่วน รวมถึงตลาดอสังหาริมทรัพย์และตลาดแรงงาน นอกจากนี้ สกุลเงินดอลลาร์ดีดตัวขึ้นเมื่อเทียบกับยูโร หลังจากธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ 1% รวมทั้งคงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่ 1.75% และคงอัตราดอกเบี้ยเงินฝากข้ามคืนที่ 0.25% กองทุน SPDR Gold Trust ซึ่งเป็นกองทุน ETF ทองรายใหญ่ที่สุดในโลก เข้าถือครองทองคำที่ 1,282.746 ตันในช่วงเวลาที่สิ้นสุด ณ วันที่ 6 ส.ค. ซึ่งไม่เปลี่ยนแปลงจากระดับของวันที่ 5 ส.ค.
ที่มา : อินโฟเควสท์
วันที่ : 10 สิงหาคม 2553
โฆษณา
Showing posts with label การลงทุนในกองทุน. Show all posts
Showing posts with label การลงทุนในกองทุน. Show all posts
Tuesday, August 10, 2010
Sunday, February 17, 2008
วิธีเลือกลงทุนเพื่อความปลอดภัยทางการเงิน
น.ส. สุวภา เจริญยิ่ง กรรมการผู้จัดการ บล.ธนชาต กล่าวผ่านรายการ Smart Money ว่า ในภาวะที่ราคาหุ้นผันผวน ผู้ลงทุนควรลงทุนด้วยความปลอดภัย ซึ่งต้องดูจากความต้องการของแต่ละคนว่ายอมรับความเสี่ยง และพอใจระดับผลตอบแทนในระดับใด ซึ่งการลงทุนที่น่าสนใจมีหลากหลายวิธี ดังนี้- การฝากเงินกับธนาคารพาณิชย์ เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ชอบความเสี่ยงต่ำ ผลตอบแทนขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละแห่งซึ่งมีความแตกต่างกัน ผู้ลงทุนควรฝากเงินอย่างน้อย 1 ปี ซึ่งมีอัตราดอกเบี้ยประมาณ 3%
- กองทุนตราสารหนี้ ซึ่งมีความน่าสนใจในภาวะที่มีการลดอัตราดอกเบี้ยเนื่องจากประสบปัญหาเงินบาทแข็งค่า และปัญหา Subprime ผู้ลงทุนควรลงทุนระยะยาวเกินกว่า 1 ปี และในปลายเดือนกุมภาพันธ์นี้คาดว่าจะมีการออกพันธบัตรออมทรัพย์กว่า 5 หมื่นล้านบาท และบริษัทเอกชนก็จะทยอยออกตราสารหนี้ในรูปแบบหุ้นกู้ ซึ่งขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละแห่งว่าจะออกหุ้นกู้อายุเท่าใด อาจเป็นได้ตั้งแต่ 2 - 7 ปี ซึ่งผู้ลงทุนควรดูจังหวะของเงินลงทุน และเปรียบเทียบผลตอบแทนก่อนตัดสินใจเลือกลงทุน
- กองทุนอสังหาริมทรัพย์ เหมาะสำหรับถือลงทุนในระยะยาว ให้ผลตอบแทน 5-7% ปัจจุบันมีทั้งหมด 15 กองทุน ซึ่งเป็นที่สนใจของนักลงทุนอย่างมาก เนื่องจากราคาที่ดินมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และหากมีการยกเลิกมาตรการกันสำรอง 30% ก็อาจทำให้มีเม็ดเงินลงทุนจากนักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนมากขึ้น ซึ่งช่วยเสริมสภาพคล่องให้กับกองทุนอสังหาริมทรัพย์ได้
- Structure Note เป็นการรวมตราสารอนุพันธ์ และตราสารหนี้เข้าด้วยกัน ถือเป็นความท้าทายใหม่ ในการออกแบบการลงทุนในอนุพันธ์ที่อ้างอิงกับหลักทรัพย์ต่าง ๆ เช่น SET 50 หรือ ทองคำ โดยหากเงื่อนไขการลงทุนเป็นไปตามที่กำหนด เช่น ดัชนี SET 50 แกว่งตัวในระดับที่กำหนดไว้ ก็จะได้ผลตอบแทนเพิ่มเติม
- ทองคำ ซึ่งอาจเป็นได้ทั้งการลงทุนในทองคำโดยตรง หรือผ่านกองทุน โดยในขณะนี้มีการเก็งกำไรจากมูลค่าทองคำที่ผันผวนตามราคาน้ำมัน และราคาของโลหะในตลาดโลกก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเช่นกัน สุวภาบอกด้วยว่า ไม่ว่าผู้ลงทุนจะเลือกลงทุนแบบใด ก็ควรที่จะพิจารณา ให้เหมาะกับสไตล์การลงทุนของตัวเอง สำหรับผลตอบแทนจากการลงทุน มองว่าเป็นเรื่องของความผันผวนมากกว่า เช่น อัตราดอกเบี้ย 7% มีความผันผวนน้อย อัตราดอกเบี้ย 20% มีความผันผวนมาก แต่ในบางครั้งกรณีที่มีความเสี่ยงมาก ก็มีโอกาสที่จะได้ผลตอบแทนต่ำก็เป็นได้ ดังนั้น การตัดสินใจลงทุนจึงขึ้นอยู่กับความพึงพอใจ และระดับการยอมรับความเสี่ยงของผู้ลงทุนเป็นหลัก
บทความจาก Money Channel
- กองทุนตราสารหนี้ ซึ่งมีความน่าสนใจในภาวะที่มีการลดอัตราดอกเบี้ยเนื่องจากประสบปัญหาเงินบาทแข็งค่า และปัญหา Subprime ผู้ลงทุนควรลงทุนระยะยาวเกินกว่า 1 ปี และในปลายเดือนกุมภาพันธ์นี้คาดว่าจะมีการออกพันธบัตรออมทรัพย์กว่า 5 หมื่นล้านบาท และบริษัทเอกชนก็จะทยอยออกตราสารหนี้ในรูปแบบหุ้นกู้ ซึ่งขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละแห่งว่าจะออกหุ้นกู้อายุเท่าใด อาจเป็นได้ตั้งแต่ 2 - 7 ปี ซึ่งผู้ลงทุนควรดูจังหวะของเงินลงทุน และเปรียบเทียบผลตอบแทนก่อนตัดสินใจเลือกลงทุน
- กองทุนอสังหาริมทรัพย์ เหมาะสำหรับถือลงทุนในระยะยาว ให้ผลตอบแทน 5-7% ปัจจุบันมีทั้งหมด 15 กองทุน ซึ่งเป็นที่สนใจของนักลงทุนอย่างมาก เนื่องจากราคาที่ดินมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และหากมีการยกเลิกมาตรการกันสำรอง 30% ก็อาจทำให้มีเม็ดเงินลงทุนจากนักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนมากขึ้น ซึ่งช่วยเสริมสภาพคล่องให้กับกองทุนอสังหาริมทรัพย์ได้
- Structure Note เป็นการรวมตราสารอนุพันธ์ และตราสารหนี้เข้าด้วยกัน ถือเป็นความท้าทายใหม่ ในการออกแบบการลงทุนในอนุพันธ์ที่อ้างอิงกับหลักทรัพย์ต่าง ๆ เช่น SET 50 หรือ ทองคำ โดยหากเงื่อนไขการลงทุนเป็นไปตามที่กำหนด เช่น ดัชนี SET 50 แกว่งตัวในระดับที่กำหนดไว้ ก็จะได้ผลตอบแทนเพิ่มเติม
- ทองคำ ซึ่งอาจเป็นได้ทั้งการลงทุนในทองคำโดยตรง หรือผ่านกองทุน โดยในขณะนี้มีการเก็งกำไรจากมูลค่าทองคำที่ผันผวนตามราคาน้ำมัน และราคาของโลหะในตลาดโลกก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเช่นกัน สุวภาบอกด้วยว่า ไม่ว่าผู้ลงทุนจะเลือกลงทุนแบบใด ก็ควรที่จะพิจารณา ให้เหมาะกับสไตล์การลงทุนของตัวเอง สำหรับผลตอบแทนจากการลงทุน มองว่าเป็นเรื่องของความผันผวนมากกว่า เช่น อัตราดอกเบี้ย 7% มีความผันผวนน้อย อัตราดอกเบี้ย 20% มีความผันผวนมาก แต่ในบางครั้งกรณีที่มีความเสี่ยงมาก ก็มีโอกาสที่จะได้ผลตอบแทนต่ำก็เป็นได้ ดังนั้น การตัดสินใจลงทุนจึงขึ้นอยู่กับความพึงพอใจ และระดับการยอมรับความเสี่ยงของผู้ลงทุนเป็นหลัก
บทความจาก Money Channel
ทางเลือกลงทุนสำหรับคนชอบเสี่ยง
สุวภา เจริญยิ่ง กรรมการผู้จัดการ บล.ธนชาต ได้กล่าวถึงทางเลือกการลงทุนผ่านรายการ Smart Money ว่า ปัจจุบันตลาดทุนไทยมีตราสารที่สามารถลงทุนได้หลากหลายประเภท เช่น หุ้น ใบสำคัญแสดงสิทธิ (Warrant) Exchange Traded Fund (ETF) ฟิวเจอร์ส และออปชัน เป็นต้น ซึ่งแม้ว่าการลงทุนในสินค้าเหล่านี้จะมีความเสี่ยงจากความผันผวนของดัชนี โดยเฉพาะหุ้น แต่การลงทุนในหุ้นก็ยังสามารถสร้างผลตอบแทนเฉลี่ยได้ที่ 12% ต่อปี โดยยังคงมีราคาถูกหรือระดับ P/E เฉลี่ยทั้งตลาดเพียง 11 เท่า และยังมีแนวโน้มจ่ายปันผลได้ในเดือนเมษายน - พฤษภาคมอีกด้วย ทำให้การลงทุนในหุ้นจึงยังเป็นสิ่งที่น่าสนใจในขณะนี้สำหรับ Exchange Traded Fund (ETF) กองแรกของไทย หรือ “TDEX” นั้น เป็นกองทุนที่ลงทุนในหุ้น 50 ตัวเหมือนกองทุนที่อ้างอิงการลงทุนตามดัชนี SET50 แต่มีความแตกต่างกันตรงที่ TDEX สามารถตรวจสอบมูลค่าหน่วยลงทุนได้ตลอดเวลา (Real time) ซึ่งสะท้อนดัชนี SET50 ตามความเป็นจริงในขณะนั้นด้วยส่วน Warrant หรือหุ้นลูกนั้น แม้ว่าจะมีราคาใช้สิทธิและราคาหุ้นแม่เข้ามาเกี่ยวข้อง แต่จากฐานราคาที่มีขนาดเล็ก ทำให้ราคาสามารถเหวี่ยงตัวได้มากกว่าหุ้นแม่ ทั้งนี้ ราคา Warrant จะปรับเข้าสู่จุดสูงสุดเมื่อเข้าสู่ช่วงครึ่งอายุ เช่น วอร์แรนท์อายุ 10 ปี จะมีราคาสูงที่สุดเมื่อวอร์แรนท์นี้อายุ 5 ปี และยิ่งวอร์แรนท์มีอายุคงเหลือนาน ก็ยิ่งมีราคาใช้สิทธิสูงด้วยสำหรับ SET50 Index Futures และ SET50 Options นั้น นักลงทุนสามารถใช้ทำกำไรได้ทั้งในช่วงที่ตลาดขาขึ้นและขาลง โดยหากนักลงทุนมั่นใจว่าดัชนี SET50 มีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้น ก็สามารถเข้าทำสถานะ Long Futures ควบคู่กับการซื้อหุ้น ซึ่งจะสามารถทำกำไรได้ 2 ต่อ และหากคาดการณ์ว่าดัชนีมีแนวโน้มเป็นขาลง ก็สามารถ Short Futures ไว้ได้ เพื่อประกันความเสี่ยงจากราคาหุ้นส่วนความแตกต่างของการเลือกลงทุนในหุ้นหรือกองทุนนั้น สุวภากล่าวว่า ขึ้นอยู่กับความสามารถในการติดตามตลาดและความชอบของนักลงทุน โดยหากเป็นนักลงทุนที่มีเวลาติดตามตลาดและมีวินัยในการลงทุนก็อาจเลือกลงทุนในหุ้นเองได้ แต่หากเป็นผู้ที่ไม่มีเวลา ก็สามารถฝากให้ผู้จัดการกองทุนดูแลให้แทนได้เช่นกัน แต่นักลงทุนก็ไม่ควรพลาดการลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ด้วย เพราะสามารถคาดหวังได้ว่าจะสร้างผลตอบแทนสูงขึ้นได้ในระยะยาว ส่วนการตัดสินใจลงทุนในหุ้นบุริมสิทธิและหุ้นสามัญนั้น จะขึ้นอยู่กับความสามารถในการยอมรับความเสี่ยงของนักลงทุน โดยหากเป็นนักลงทุนที่ต้องการผลตอบแทนที่สม่ำเสมอ ไม่สนใจเรื่องสภาพคล่องของหุ้น หรือเป็นผู้ที่กังวลในสถานการณ์ของบริษัทจดทะเบียนนั้น ๆ ก็ควรเลือกลงทุนในหุ้นบุริมสิทธิ เพราะมีความปลอดภัยจากการลงทุนสูงกว่านอกเหนือจากการลงทุนในตราสารประเภทต่าง ๆ แล้ว สุวภายังแนะนำว่า นักลงทุนควรกระจายการลงทุนในสินทรัพย์ให้เหมาะสม (Asset Allocation) ด้วย เพื่อเพิ่มโอกาสในการสร้างผลตอบแทน และนักลงทุนก็ควรติดตามสภาวะการลงทุนอย่างสม่ำเสมอด้วยเช่นกัน
บทความจาก Money Channel
บทความจาก Money Channel
Saturday, November 10, 2007
จังหวะการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ
เมื่อไรที่ท่านควรจะเข้าลงทุนในตลาดหุ้น และเมื่อไรที่ท่านควรจะออกจากตลาดหุ้น
ไม่เพียงแต่ผู้ลงทุนรายย่อยเท่านั้นที่มักจะตัดสินใจลงทุนในช่วงเวลาที่ไม่เหมาะสม ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญบ่อยครั้งก็ตัดสินใจลงทุนในช่วงเวลาที่ ไม่เหมาะสมเช่นกัน เคล็ดลับในการลงทุนจึงดูเหมือนว่าจะเป็นระยะเวลาที่ลงทุนไม่ใช่การกะจังหวะการลงทุนแต่อย่างใด แต่ก็แน่นอนว่าจังหวะ ในการลงทุนถือเป็นเรื่องที่สำคัญไม่น้อยโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องการหลีกเลี่ยงจากความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้น อย่างไรก็ตามจากข้อมูลสถิติ ที่ผ่านมาผู้ลงทุนที่ใช้กลยุทธ์การกำหนดจังหวะการลงทุนมักจะไม่ประสบความสำเร็จในการลงทุน กุญแจสำคัญที่จะนำไปสู่ความสำเร็จในการลงทุนคือความมีวินัย ซึ่งความมีวินัยเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินชีวิตประจำวันของเราทุกคน แต่เมื่อวกมาเข้าเรื่องการลงทุนเรามักจะลืมเรื่องดังกล่าวเสียสนิท เรามักจะได้ยินเรื่องราวของนักลงทุนส่วนใหญ่ ที่พากันกรูเข้าไปลงทุนในตลาดหุ้นที่กำลังร้อนแรง และกระโดดออกเมื่อตลาดหุ้นปรับตัวลงมาอยู่ในระดับต่ำที่ควรจะลงทุน นักลงทุนเหล่านี้ไม่ได้นึกถึงเหตุผลที่เป็นตัวผลักดันให้พวกเขาตัดสินใจเข้ามาลงทุนในครั้งแรก แต่มักจะปล่อยให้ความตื่นตระหนกมาครอบงำจิตใจแทน
การลงทุนแบบถัวเฉลี่ยต้นทุน (Dollar Cost Averaging) คืออะไร
การลงทุนแบบถัวเฉลี่ยต้นทุนเป็นเทคนิคการลงทุนแบบหนึ่งที่สามารถลดความเสี่ยงและให้ผลตอบแทนที่ดีในการลงทุนระยะยาวแต่ทั้งนี้ท่านต้องมีระเบียบวินัยในการลงทุน โดยหลักการแล้วการลงทุนแบบถัวเฉลี่ยต้นทุนเป็นการใช้ประโยชน์จากการที่ภาวะตลาดฯ มีการเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นหรือลดลง แทนที่จะคาดคะเนจังหวะสูงต่ำของตลาดฯ ท่านควรจะลงทุนอย่างสม่ำเสมอในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ด้วยจำนวนเงินที่เท่าๆกันการลงทุนอย่างสม่ำเสมอนี้ไม่เพียงเป็นเพียงการฝึกนิสัยที่ดีให้กับตนเอง แต่เป็นวิธีหนึ่งที่ได้รับการยอมรับว่ามีประสิทธิภาพทำให้ท่านสามารถบรรลุเป้าหมายการลงทุนที่วางไว้ ด้วยเงินลงทุนที่เท่าๆกันในแต่ละงวด ท่านจะได้รับจำนวนหน่วยลงทุนมากขึ้นเมื่อมูลค่าหน่วยลงทุนลดลงและจะได้น้อยลงเมื่อราคาสูงขึ้นซึ่งจะทำให้ท่านสามารถลดต้นทุนเฉลี่ยของการลงทุนลงไปได้ วิธีนี้จะได้ผลดีที่สุดเมื่อท่านลงทุนอย่างต่อเนื่องตามกำหนดการที่วางไว้โดยไม่สนใจความผันผวนของราคาในแต่ละขณะ
ตัวอย่างการลงทุนแบบถัวเฉลี่ยต้นทุน
สมมติว่าท่านคิดจะลงทุนทุกเดือนๆละ 10,000 บาท ในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมที่ลงทุนในหุ้น ซึ่งราคาจะเปลี่ยนแปลงไปตามการขึ้นลง ของราคาหุ้นที่กองทุนไปลงทุนเอาไว้ ดังนั้นหากท่านซื้อมาในเดือนแรกที่ราคา 10 บาท ด้วยเงินลงทุน 10,000 บาท ท่านจะได้หน่วยลงทุน 1,000 หน่วย ซึ่งเป็นไปได้ว่าในระยะเวลาสี่เดือนถัดมา มูลค่าหน่วยลงทุนค่อยๆลดลงมาที่ราคา 5 บาท ซึ่งตอนนี้ความมีวินัยจะมีความสำคัญมาก และท่านต้องไม่ให้ความตื่นตระหนกเข้าครอบงำเมื่อตลาดหุ้นเริ่มซบเซา จากตัวอย่างข้างบนท่านจะเห็นว่า การลงทุนแบบถัวเฉลี่ยต้นทุนมิใช่การรับประกันผลตอบแทนการลงทุนเพราะหากท่านตื่นตระหนก และขายหน่วยลงทุนออกในช่วงที่หุ้นตกถึงจุดที่ต่ำมากๆ ท่านก็ยังคงขาดทุนแน่นอน แต่ถ้าท่านมีวินัยและดำเนินตามแผนการลงทุนที่ตั้งไว้ สมมุติว่าใน เดือนที่แปด สถานการณ์ลงทุนในตลาดหุ้นฟื้นตัวกลับมาจนทำให้ราคาหน่วยลงทุนกลับมาอยู่ที่เดิมคือ 10 บาท ท่านก็จะมีกำไรจากการลงทุนสูง ถึงเกือบ 38 % ทีเดียว 
ไม่เพียงแต่ผู้ลงทุนรายย่อยเท่านั้นที่มักจะตัดสินใจลงทุนในช่วงเวลาที่ไม่เหมาะสม ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญบ่อยครั้งก็ตัดสินใจลงทุนในช่วงเวลาที่ ไม่เหมาะสมเช่นกัน เคล็ดลับในการลงทุนจึงดูเหมือนว่าจะเป็นระยะเวลาที่ลงทุนไม่ใช่การกะจังหวะการลงทุนแต่อย่างใด แต่ก็แน่นอนว่าจังหวะ ในการลงทุนถือเป็นเรื่องที่สำคัญไม่น้อยโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องการหลีกเลี่ยงจากความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้น อย่างไรก็ตามจากข้อมูลสถิติ ที่ผ่านมาผู้ลงทุนที่ใช้กลยุทธ์การกำหนดจังหวะการลงทุนมักจะไม่ประสบความสำเร็จในการลงทุน กุญแจสำคัญที่จะนำไปสู่ความสำเร็จในการลงทุนคือความมีวินัย ซึ่งความมีวินัยเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินชีวิตประจำวันของเราทุกคน แต่เมื่อวกมาเข้าเรื่องการลงทุนเรามักจะลืมเรื่องดังกล่าวเสียสนิท เรามักจะได้ยินเรื่องราวของนักลงทุนส่วนใหญ่ ที่พากันกรูเข้าไปลงทุนในตลาดหุ้นที่กำลังร้อนแรง และกระโดดออกเมื่อตลาดหุ้นปรับตัวลงมาอยู่ในระดับต่ำที่ควรจะลงทุน นักลงทุนเหล่านี้ไม่ได้นึกถึงเหตุผลที่เป็นตัวผลักดันให้พวกเขาตัดสินใจเข้ามาลงทุนในครั้งแรก แต่มักจะปล่อยให้ความตื่นตระหนกมาครอบงำจิตใจแทน
การลงทุนแบบถัวเฉลี่ยต้นทุน (Dollar Cost Averaging) คืออะไร
การลงทุนแบบถัวเฉลี่ยต้นทุนเป็นเทคนิคการลงทุนแบบหนึ่งที่สามารถลดความเสี่ยงและให้ผลตอบแทนที่ดีในการลงทุนระยะยาวแต่ทั้งนี้ท่านต้องมีระเบียบวินัยในการลงทุน โดยหลักการแล้วการลงทุนแบบถัวเฉลี่ยต้นทุนเป็นการใช้ประโยชน์จากการที่ภาวะตลาดฯ มีการเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นหรือลดลง แทนที่จะคาดคะเนจังหวะสูงต่ำของตลาดฯ ท่านควรจะลงทุนอย่างสม่ำเสมอในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ด้วยจำนวนเงินที่เท่าๆกันการลงทุนอย่างสม่ำเสมอนี้ไม่เพียงเป็นเพียงการฝึกนิสัยที่ดีให้กับตนเอง แต่เป็นวิธีหนึ่งที่ได้รับการยอมรับว่ามีประสิทธิภาพทำให้ท่านสามารถบรรลุเป้าหมายการลงทุนที่วางไว้ ด้วยเงินลงทุนที่เท่าๆกันในแต่ละงวด ท่านจะได้รับจำนวนหน่วยลงทุนมากขึ้นเมื่อมูลค่าหน่วยลงทุนลดลงและจะได้น้อยลงเมื่อราคาสูงขึ้นซึ่งจะทำให้ท่านสามารถลดต้นทุนเฉลี่ยของการลงทุนลงไปได้ วิธีนี้จะได้ผลดีที่สุดเมื่อท่านลงทุนอย่างต่อเนื่องตามกำหนดการที่วางไว้โดยไม่สนใจความผันผวนของราคาในแต่ละขณะ
ตัวอย่างการลงทุนแบบถัวเฉลี่ยต้นทุน
สมมติว่าท่านคิดจะลงทุนทุกเดือนๆละ 10,000 บาท ในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมที่ลงทุนในหุ้น ซึ่งราคาจะเปลี่ยนแปลงไปตามการขึ้นลง ของราคาหุ้นที่กองทุนไปลงทุนเอาไว้ ดังนั้นหากท่านซื้อมาในเดือนแรกที่ราคา 10 บาท ด้วยเงินลงทุน 10,000 บาท ท่านจะได้หน่วยลงทุน 1,000 หน่วย ซึ่งเป็นไปได้ว่าในระยะเวลาสี่เดือนถัดมา มูลค่าหน่วยลงทุนค่อยๆลดลงมาที่ราคา 5 บาท ซึ่งตอนนี้ความมีวินัยจะมีความสำคัญมาก และท่านต้องไม่ให้ความตื่นตระหนกเข้าครอบงำเมื่อตลาดหุ้นเริ่มซบเซา จากตัวอย่างข้างบนท่านจะเห็นว่า การลงทุนแบบถัวเฉลี่ยต้นทุนมิใช่การรับประกันผลตอบแทนการลงทุนเพราะหากท่านตื่นตระหนก และขายหน่วยลงทุนออกในช่วงที่หุ้นตกถึงจุดที่ต่ำมากๆ ท่านก็ยังคงขาดทุนแน่นอน แต่ถ้าท่านมีวินัยและดำเนินตามแผนการลงทุนที่ตั้งไว้ สมมุติว่าใน เดือนที่แปด สถานการณ์ลงทุนในตลาดหุ้นฟื้นตัวกลับมาจนทำให้ราคาหน่วยลงทุนกลับมาอยู่ที่เดิมคือ 10 บาท ท่านก็จะมีกำไรจากการลงทุนสูง ถึงเกือบ 38 % ทีเดียวสร้างผลตอบแทนและลดความเสี่ยงด้วยการลงทุนระยะยาว


Wednesday, November 7, 2007
ประเทศน่าลงทุน จีน-อินเดีย
หนึ่งในแนวทางเลือกกองทุนเอฟไอเอฟ ในยุคความเสี่ยงสูงๆ เช่นนี้.. คือ การเลือกลงทุนแบบ "รายประเทศ" หรือรายอุตสาหกรรมที่มีความโดดเด่นและมีศักยภาพการเติบโตในอนาคตสูง หรือที่เรียกว่า "Pick up Area"
หรือเป็นแนวทางลงทุนในหลักการเดียวกันกับการเลือกหุ้นเล่น "รายตัว" (Selection)
"พิชา รัตนธรรม" ผู้อำนวยการฝ่ายจัดการลงทุนธุรกิจ กองทุนรวมและกองทุนส่วนบุคคล บลจ.ทิสโก้ กล่าวว่า ในยุคแรกของการลงทุนในกองทุนเอฟไอเอฟ กองทุนส่วนใหญ่มีนโยบายลงทุนมุ่งนำเงินไปยังภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลก หรือที่เรียกว่าเป็น Global Funds ซึ่งเป็นที่คุ้นเคยของนักลงทุนในช่วง 3-4 ปีก่อน
แต่ปัจจุบันทางเลือกลงทุนในกองทุนเอฟไอเอฟ เริ่มเปิดกว้างมากขึ้น เพราะนโยบายการลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ ของกองทุนที่มีในขณะนี้ มีความหลากหลายและมีสีสันมากขึ้น ตั้งแต่กระจายลงทุนในภูมิภาคต่างๆ เลือกรายประเทศ ตลอดจนรายอุตสาหกรรม
"แต่เดิมนักลงทุนจะคุ้นเคยกับเอฟไอเอฟที่กระจายลงทุนไปตลาดหุ้นทั่วโลก หรือ โกลบอล ฟันด์ แต่ยุคนี้นักลงทุนควรจะเลือกกองทุนในลักษณะ Pick up Area หรือ Country Fund ที่เน้นลงทุนเจาะประเทศใดประเทศหนึ่ง เหมือนกับการเลือกหุ้นรายตัวที่มีศักยภาพ จะทำให้ได้รับผลตอบแทนที่ดี และได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจของสหรัฐชะลอตัวน้อยกว่า"
พิชาให้แนวทางกว้างๆ ว่า นักลงทุนควรจะเริ่มจากการดูภาพรวมการเติบโตเศรษฐกิจของประเทศนั้นๆ ก่อนว่าดีหรือไม่ มีผลกระทบอะไรบ้าง ตลอดจนผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้รับ เทียบกับเงินฝากเป็นอย่างไร
"การแบ่งเงินลงทุนไปลงทุนในเอฟไอเอฟ ในภาวะที่หวั่นเกรงว่าแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐจะชะลอ ถ้าคิดจะซื้อกองทุนเอฟไอเอฟ ควรจะซื้อกองทุนที่นำเงินไปลงทุนในประเทศจีน อินเดีย จะทำให้ได้รับผลตอบแทนที่ดีกว่าการกระจายลงทุนทั่วโลก ซึ่งปัจจุบันเริ่มมีสินค้าออกมาให้เลือกมากขึ้น"
โดยเฉพาะตลาดหุ้นของประเทศในเอเชีย อย่างหุ้นจีนและอินเดีย ที่การเติบโตของเศรษฐกิจกำลังร้อนแรงและได้รับผลกระทบจากปัญหาซับไพรม์น้อยกว่าภูมิภาคอื่นของโลก
เขามองว่า การขยายตัวเศรษฐกิจจีนและอินเดีย มีแนวโน้มที่จะเติบโตเฉลี่ยปีละ 9-10% การนำเงินไปลงทุนในกองทุนเอฟไอเอฟ ประเภทหุ้น จะทำให้ได้รับผลตอบแทนที่ดีกว่ากองทุนเอฟไอเอฟตราสารหนี้
"กองทุนเอฟไอเอฟ เริ่มเข้าไปลงทุนในจีนและอินเดีย เพราะเป็นตลาดหุ้นที่ให้ผลตอบแทนสูงสุดในโลก อย่างตลาดหุ้นอินเดียไม่เคยให้ผลตอบแทนติดลบในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา แม้ว่าจะมีปัจจัยลบเข้ามากระทบเช่น สงคราม ราคาน้ำมันที่สูงขึ้น หรือโรคซาร์ส แต่เมื่อเหตุการณ์ผ่านไปก็มีการซื้อหุ้นกลับ โดยเฉลี่ยหุ้นจีนและอินเดียให้ผลตอบแทน 40% ต่อปี สูงสุดในโลก" พิชากล่าว
สำหรับกองทุนเอฟไอเอฟที่ลงทุนในจีนและอินเดีย ที่ออกมาเสนอขายช่วงนี้ ก็เช่น “กองทุนเปิด ทิสโก้ ไชน่า อินเดีย ดิวิเดนด์ ฟันด์” ของบลจ.ทิสโก้ เน้นลงทุนในตลาดหุ้นจีนและอินเดีย เปิดจองซื้อครั้งแรกระหว่างวันที่ 1-12 ตุลาคม 2550 มูลค่าโครงการ 1,000 ล้านบาท เงินลงทุนขั้นต่ำเพียง 20,000 บาท
โดยกองทุนนี้มีนโยบายลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมอีทีเอฟ (Exchange Traded Fund) ในต่างประเทศ ที่เน้นลงทุนในหุ้นของบริษัทจดทะเบียนจัดตั้ง หรือประกอบธุรกิจในจีนและอินเดีย ซึ่งมีศักยภาพในการเติบโตและมีโอกาสในการทำกำไร
บริษัทจะจ่ายเงินปันผลอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ไม่น้อยกว่า 50% ของกำไรสะสมหรือกำไรสุทธิ
นอกจากนั้น ยังมีกองทุนเปิด "แอสเซท พลัส เอเชี่ยน สเปเชี่ยล ซิททูเอชั่นส์" ของบลจ.แอสเซท พลัส ที่มุ่งลงทุนในหุ้นกลุ่มประเทศเอเชีย ยกเว้นประเทศญี่ปุ่น ผ่านกองทุน Fidelity Adveisor World Asian Special Situation Fund ซึ่งเป็นกองทุนเปิดบริหารและจัดการโดย Fidelity Management & Research Company (FMR) กำหนดเสนอขายระหว่างวันที่ 15-25 ตุลาคม 2550
"ทางเลือกลงทุนในประเทศทวีปเอเชีย มีแนวโน้มให้ผลตอบแทนสูงกว่าหุ้นไทย เพราะเศรษฐกิจของประเทศเอเชียมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง ประกอบกับปัญหาซับไพรม์ที่ส่งผลต่อประเทศเอเชียได้ลดลง" ลดาวรรณ เจริญรัชต์ภาคย์ กรรมการผู้จัดการ บลจ.แอสเซท พลัส กล่าว
จาก กรุงเทพธุรกิจ BizWeek ฉบับวันที่ 5/10/2550
หรือเป็นแนวทางลงทุนในหลักการเดียวกันกับการเลือกหุ้นเล่น "รายตัว" (Selection)
"พิชา รัตนธรรม" ผู้อำนวยการฝ่ายจัดการลงทุนธุรกิจ กองทุนรวมและกองทุนส่วนบุคคล บลจ.ทิสโก้ กล่าวว่า ในยุคแรกของการลงทุนในกองทุนเอฟไอเอฟ กองทุนส่วนใหญ่มีนโยบายลงทุนมุ่งนำเงินไปยังภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลก หรือที่เรียกว่าเป็น Global Funds ซึ่งเป็นที่คุ้นเคยของนักลงทุนในช่วง 3-4 ปีก่อน
แต่ปัจจุบันทางเลือกลงทุนในกองทุนเอฟไอเอฟ เริ่มเปิดกว้างมากขึ้น เพราะนโยบายการลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ ของกองทุนที่มีในขณะนี้ มีความหลากหลายและมีสีสันมากขึ้น ตั้งแต่กระจายลงทุนในภูมิภาคต่างๆ เลือกรายประเทศ ตลอดจนรายอุตสาหกรรม
"แต่เดิมนักลงทุนจะคุ้นเคยกับเอฟไอเอฟที่กระจายลงทุนไปตลาดหุ้นทั่วโลก หรือ โกลบอล ฟันด์ แต่ยุคนี้นักลงทุนควรจะเลือกกองทุนในลักษณะ Pick up Area หรือ Country Fund ที่เน้นลงทุนเจาะประเทศใดประเทศหนึ่ง เหมือนกับการเลือกหุ้นรายตัวที่มีศักยภาพ จะทำให้ได้รับผลตอบแทนที่ดี และได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจของสหรัฐชะลอตัวน้อยกว่า"
พิชาให้แนวทางกว้างๆ ว่า นักลงทุนควรจะเริ่มจากการดูภาพรวมการเติบโตเศรษฐกิจของประเทศนั้นๆ ก่อนว่าดีหรือไม่ มีผลกระทบอะไรบ้าง ตลอดจนผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้รับ เทียบกับเงินฝากเป็นอย่างไร
"การแบ่งเงินลงทุนไปลงทุนในเอฟไอเอฟ ในภาวะที่หวั่นเกรงว่าแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐจะชะลอ ถ้าคิดจะซื้อกองทุนเอฟไอเอฟ ควรจะซื้อกองทุนที่นำเงินไปลงทุนในประเทศจีน อินเดีย จะทำให้ได้รับผลตอบแทนที่ดีกว่าการกระจายลงทุนทั่วโลก ซึ่งปัจจุบันเริ่มมีสินค้าออกมาให้เลือกมากขึ้น"
โดยเฉพาะตลาดหุ้นของประเทศในเอเชีย อย่างหุ้นจีนและอินเดีย ที่การเติบโตของเศรษฐกิจกำลังร้อนแรงและได้รับผลกระทบจากปัญหาซับไพรม์น้อยกว่าภูมิภาคอื่นของโลก
เขามองว่า การขยายตัวเศรษฐกิจจีนและอินเดีย มีแนวโน้มที่จะเติบโตเฉลี่ยปีละ 9-10% การนำเงินไปลงทุนในกองทุนเอฟไอเอฟ ประเภทหุ้น จะทำให้ได้รับผลตอบแทนที่ดีกว่ากองทุนเอฟไอเอฟตราสารหนี้
"กองทุนเอฟไอเอฟ เริ่มเข้าไปลงทุนในจีนและอินเดีย เพราะเป็นตลาดหุ้นที่ให้ผลตอบแทนสูงสุดในโลก อย่างตลาดหุ้นอินเดียไม่เคยให้ผลตอบแทนติดลบในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา แม้ว่าจะมีปัจจัยลบเข้ามากระทบเช่น สงคราม ราคาน้ำมันที่สูงขึ้น หรือโรคซาร์ส แต่เมื่อเหตุการณ์ผ่านไปก็มีการซื้อหุ้นกลับ โดยเฉลี่ยหุ้นจีนและอินเดียให้ผลตอบแทน 40% ต่อปี สูงสุดในโลก" พิชากล่าว
สำหรับกองทุนเอฟไอเอฟที่ลงทุนในจีนและอินเดีย ที่ออกมาเสนอขายช่วงนี้ ก็เช่น “กองทุนเปิด ทิสโก้ ไชน่า อินเดีย ดิวิเดนด์ ฟันด์” ของบลจ.ทิสโก้ เน้นลงทุนในตลาดหุ้นจีนและอินเดีย เปิดจองซื้อครั้งแรกระหว่างวันที่ 1-12 ตุลาคม 2550 มูลค่าโครงการ 1,000 ล้านบาท เงินลงทุนขั้นต่ำเพียง 20,000 บาท
โดยกองทุนนี้มีนโยบายลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมอีทีเอฟ (Exchange Traded Fund) ในต่างประเทศ ที่เน้นลงทุนในหุ้นของบริษัทจดทะเบียนจัดตั้ง หรือประกอบธุรกิจในจีนและอินเดีย ซึ่งมีศักยภาพในการเติบโตและมีโอกาสในการทำกำไร
บริษัทจะจ่ายเงินปันผลอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ไม่น้อยกว่า 50% ของกำไรสะสมหรือกำไรสุทธิ
นอกจากนั้น ยังมีกองทุนเปิด "แอสเซท พลัส เอเชี่ยน สเปเชี่ยล ซิททูเอชั่นส์" ของบลจ.แอสเซท พลัส ที่มุ่งลงทุนในหุ้นกลุ่มประเทศเอเชีย ยกเว้นประเทศญี่ปุ่น ผ่านกองทุน Fidelity Adveisor World Asian Special Situation Fund ซึ่งเป็นกองทุนเปิดบริหารและจัดการโดย Fidelity Management & Research Company (FMR) กำหนดเสนอขายระหว่างวันที่ 15-25 ตุลาคม 2550
"ทางเลือกลงทุนในประเทศทวีปเอเชีย มีแนวโน้มให้ผลตอบแทนสูงกว่าหุ้นไทย เพราะเศรษฐกิจของประเทศเอเชียมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง ประกอบกับปัญหาซับไพรม์ที่ส่งผลต่อประเทศเอเชียได้ลดลง" ลดาวรรณ เจริญรัชต์ภาคย์ กรรมการผู้จัดการ บลจ.แอสเซท พลัส กล่าว
จาก กรุงเทพธุรกิจ BizWeek ฉบับวันที่ 5/10/2550
Subscribe to:
Posts (Atom)