โฆษณา

Showing posts with label การออม. Show all posts
Showing posts with label การออม. Show all posts

Saturday, August 7, 2010

การตัดสินใจครั้งสำคัญ

การตัดสินใจครั้งสำคัญ
โลกในมุมมองของ Value Investor August 16, 2009
ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

คนเราที่จะประสบความสำเร็จในชีวิตนั้น ผมคิดว่าอยู่ที่การตัดสินใจในเรื่องที่สำคัญมากไม่กี่เรื่อง และการตัดสินใจที่ถูกต้องในเรื่องนั้นนำไปสู่สิ่งที่ดี ๆ ทั้งหลายที่ตามมา เช่น รวยได้มากอย่างไม่น่าเชื่อ มีชื่อเสียงมากกว่าเพื่อนฝูงในแวดวงเดียวกัน หรือ มีความสุขมากขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ถ้าจะเรียกให้เป็นศัพท์แสงที่เป็นวิชาการหรือเท่หน่อย ผมอยากจะเรียกว่าเป็น Strategic Decision หรือการตัดสินใจในระดับยุทธศาสตร์ของชีวิต
ว่าที่จริง Strategic Decision นั้น เป็นเรื่องที่สำคัญมากในเรื่องใหญ่อื่น ๆ เช่น ในเรื่องของธุรกิจนั้น การตัดสินใจออกผลิตภัณฑ์บางอย่างหรือการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์หรือกระบวนการในการทำงานบางอย่างที่สำคัญอาจจะเปลี่ยนแปลงภาพของบริษัทอย่างสิ้นเชิงและทำให้บริษัทประสบความสำเร็จอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนในขณะที่การตัดสินใจมากมายอื่น ๆ นั้น ไม่มีผลอะไรอย่างสำคัญกับตัวธุรกิจเลย
ในเรื่องของหุ้นเอง วอเร็น บัฟเฟตต์ เคยพูดไว้ว่า เวลาจะลงทุนซื้อหุ้นแต่ละตัวนั้น ให้คิดว่าในชีวิตนี้เรามีสิทธิ์ที่จะซื้อได้เพียง 20 ตัว ดังนั้น เราก็จะต้องคิดหนักว่าเราจะซื้อตัวไหน เราจะต้องเลือกหุ้นที่มีความแข็งแกร่งสุดยอด มี “ป้อมค่ายและคูเมืองป้องกันข้าศึก” ที่ทนทานถาวร และกิจการจะต้องโตไปได้เรื่อย ๆ เป็นสิบ ๆ ปี ถ้าคิดได้ดังนี้ การซื้อหุ้นแต่ละตัวของเราก็จะไม่ค่อยพลาด และผลตอบแทนก็จะน่าประทับใจ อย่าตัดสินใจซื้อขายหุ้นมากมายไปเรื่อย ๆ เพราะสิ่งนี้มักจะไม่สร้างความแตกต่างให้กับชีวิตเรา เราควรตัดสินใจน้อยครั้งและเป็นครั้งสำคัญ ๆ เพราะนี่คือสิ่งที่จะทำให้เราประสบความสำเร็จในการลงทุน แน่นอน ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องซื้อหุ้นเพียง 20 ตัวในชีวิต แต่ผมเชื่อว่า อาจจะมีหุ้นเพียง 20 ตัวในชีวิตเท่านั้นที่สร้างความสำเร็จทั้งหมดในการลงทุนของเรา ส่วนหุ้นอื่น ๆ อาจจะเป็นร้อย ๆ ตัวนั้น ไม่ได้สร้างความแตกต่างอะไรกับผลการลงทุนของเราเลย ดังนั้น เราไปซื้อทำไม?
ในความคิดของผม ในชีวิตของคนเรานั้น มีจุดหรือช่วงเวลาสำคัญที่เราจะต้องตัดสินใจแบบ Strategic Decision ไม่กี่เรื่องหรือไม่กี่ครั้ง ถ้าตัดสินใจถูก เราอาจจะ “สบายไปตลอด” หรือ “ประสบความสำเร็จงดงามไปเรื่อย ๆ” หรือ “มีความสุขมาก” ไปอีกนาน ปัญหาที่พบก็คือ คนจำนวนมากไม่รู้หรือไม่เข้าใจว่าเรื่องไหนเป็นเรื่องที่เป็น “การตัดสินใจครั้งสำคัญของชีวิต” ดังนั้น เขาไม่ได้ให้เวลาหรือให้การพิจารณาหรือวิเคราะห์อย่างเพียงพอ บางทีเขาก็อาจจะใช้อารมณ์ในการตัดสินใจมากกว่าเหตุผล ผลที่ตามมาก็คือ มันเป็นการตัดสินใจที่แย่และเขาก็ต้องรับกับความเลวร้าย หรือความสำเร็จพื้น ๆ ไปตลอดไม่ว่าจะพยายามทำงานหรือต่อสู้มากแค่ไหน
การตัดสินใจครั้งสำคัญในชีวิตนั้น ถ้าจะไล่ลำดับตามช่วงอายุของคนก็น่าจะรวมถึง การศึกษา ซึ่งผมคิดว่าการเลือกสาขาที่เรียนนั้นเป็นเรื่องสำคัญมาก แน่นอน ถ้าเป็นเด็กที่มี “พรสวรรค์” ในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เขาก็ควรเลือกเรียนในแนวนั้น แต่ถ้าไม่รู้ว่ามีพรสวรรค์ด้านไหน การเลือกเรียนในบางสาขาอาจจะทำให้ชีวิตในอนาคตดีขึ้นมาก ดังนั้น อย่าปล่อยให้ “คะแนนสอบ” เป็นตัวกำหนดสาขาที่เราจะเรียน
การแต่งงานเป็น Strategic Decision ที่สำคัญสุดยอดอีกเรื่องหนึ่ง เพราะความสุขและการประสบความสำเร็จในชีวิตขึ้นอยู่กับคู่ของเรามาก ดังนั้น อย่าปล่อยให้ “พรหมลิขิต” มากำหนดว่าเราจะแต่งงานกับใคร เราควรจะต้อง “แสวงหา” โดยการให้เวลากับการเรียนรู้กับคนที่เราคิดว่ามีโอกาสที่เราจะต้องใช้ชีวิตด้วยกันยาวนาน บางคนบอกว่าอยากปล่อยให้เป็นไป “ตามธรรมชาติ” เขามักใช้เวลาไปกับ “งาน” ที่ ไม่ใช่ Strategic Decision ดังนั้น เขาอาจจะมีผลงานที่ดีในสายตาจ้าวนาย แต่เขาอาจจะได้คู่ที่ไม่เหมาะสมหรืออาจจะไม่มีคู่เลย ผลก็คือ ชีวิตนี้อาจจะทำงานแทบตายแต่ไม่มีความสุขและมีเงินน้อยมาก ในขณะที่อีกคนหนึ่งได้เศรษฐีนิสัยดีเป็นคู่ ซึ่งทำให้ชีวิตมีความสุขและมีเงินเหลือล้นโดยที่ไม่ต้องดิ้นรนอะไรมากนัก
งานที่ทำ ว่าที่จริงต้องพูดว่าสายงานที่เลือกทำเป็น Strategic Decision เลือกงานผิด ทำงานในธุรกิจหรืออุตสาหกรรมที่ไม่โตและมีแนวโน้มค่อย ๆ ตกต่ำลง อนาคตเราไม่ค่อยมีทางที่จะ “รุ่ง” ไม่ว่าเราจะพยายามแค่ไหน มันคงเหมือนการ “ว่ายทวนน้ำ” ที่จะไปได้ช้ามาก ดังนั้น ก่อนสมัครงาน คิดเสียก่อนว่าอนาคตของอุตสาหกรรมเป็นอย่างไร ถ้าอุตสาหกรรมอยู่ในช่วงที่กำลังตกต่ำลงอย่างถาวร อย่าเข้าไปจะดีกว่า อย่าลืมว่า เราไม่ได้เป็น “ฮีโร่” แม้ว่าเราจะสามารถช่วยคนที่กำลังตายให้มีอายุยืดไปได้อีกหน่อยหนึ่ง
สุดท้ายก็คือ การเลือกว่าเราจะมีความเชี่ยวชาญในเรื่องไหนเป็นพิเศษ อะไรคือตัวตนของเราจริง ๆ ในชีวิต พูดง่าย ๆ เราอยากให้คนจดจำว่าเราเป็นใครหรือเป็นคนอย่างไรเมื่อเราตายไปแล้ว นี่เป็นเรื่องที่อาจจะทำได้ยากพอสมควรทีเดียว เพราะประเด็นก็คือ มันเป็นเรื่องที่ใช้เวลามากในการทำหรือในการสร้างผลงาน มันต้องอาศัยการวิเคราะห์จุดอ่อนจุดแข็งของเราก่อน เสร็จแล้วก็ต้องเลือกว่าเราจะเป็นอะไร หลังจากนั้นเราก็ต้องเริ่มทำและทำไปเรื่อย ๆ อาจจะเป็นสิบ ๆ ปีก่อนที่เราจะบรรลุถึงสิ่งที่เราตั้งธงไว้ ดังนั้น Strategic Decision เรื่องนี้จึงต้องพยายามทำตั้งแต่อายุน้อยที่สุดที่จะทำได้ ยิ่งเราค้นพบได้เร็วเท่าไรก็มีโอกาสมากขึ้นเท่านั้นที่เราจะประสบความสำเร็จ
ผมคงจบบทความนี้ไม่ได้ถ้าไม่ได้พูดว่า การลงทุนในหุ้นนั้น เป็น Strategic Decision ที่สำคัญสำหรับคนจำนวนมากที่ต้องการจะมีความมั่งคั่งทางการเงิน ดังนั้น การเรียนรู้เกี่ยวกับหุ้นและตลาดหุ้นนั้น มีความสำคัญมาก อย่าปล่อยให้ความกลัวในเรื่อง “ความเสี่ยง” กำหนดการลงทุนของเรา

http://www.thaivi.com/2009/08/12/

บ้าน VI

บ้าน VI
โลกในมุมมองของ Value Investor August 31, 2009
ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

บ้านคือวิมานของเรา… นั่นคือเริ่มต้นของเนื้อร้องของเพลงเกี่ยวกับบ้านที่คนรุ่นเก่ามักจะจำและร้องได้ มันสะท้อนให้เห็นถึงความรู้สึกของคนต่อบ้านที่พักอาศัยว่า บ้านนั้นเป็น “ความฝัน” ที่ทุกคนอยากมี และไม่ใช่แค่อยากมี แต่อยากมีบ้านที่ใหญ่และสวยที่สุดที่เขามีปัญญาจะซื้อได้ ดังนั้น บ้านจึงมักเป็นทรัพย์สินชิ้นใหญ่ที่คนต้องทุ่มเทเงินออมรวมทั้งรายได้จำนวนมากลงไปเพื่อที่จะได้มี “บ้านในฝัน” ที่ต้องการ สำหรับคนจำนวนมาก การผ่อนบ้านเป็นรายจ่ายประจำเดือนที่สูงมากจนทำให้ไม่เหลือเงินเก็บเพื่อการลงทุนอย่างอื่นเลย แต่เขาก็มักจะไม่กังวลอะไรนัก เพราะสำหรับเขา การซื้อบ้านก็คือการลงทุนที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่ง และถ้าจะว่าไป บ้านนั้น ราคาแทบจะไม่เคยตกลงเลย ดังนั้น การซื้อบ้านจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด
ก่อนที่จะเป็น Value Investor ผมเองก็คิดอย่างนั้น ว่าที่จริงผมเคยซื้อบ้านหรูใหญ่โตอยู่นอกเมืองและต้องจ่ายเงินก้อนใหญ่มากเมื่อเทียบกับความมั่งคั่งส่วนตนในขณะนั้นเพื่อที่จะเป็นเงินดาวน์ และต้องผ่อนค่างวดให้กับสถาบันการเงินคิดเป็นรายจ่ายต่อเดือนที่สูงเมื่อเทียบกับเงินเดือนของตนเอง ผมซื้อทั้ง ๆ ที่มีบ้านหลังเล็ก ๆ ของแม่ยายที่ผมอาศัยอยู่แล้วกลางใจเมืองโดยที่ไม่ต้องซื้อหรือเช่า บ้านหรูหลังนั้นผมไม่เคยได้เข้าอยู่อาศัยเลยเพราะมัน “ไม่มีความสะดวก” เลย เนื่องจากมัน “ไกล” และ “ใหญ่” เกินไป ผมปล่อยบ้านให้เช่าในราคาที่ “ไม่คุ้มค่า” อยู่หลายปี
หลังจากที่เป็น VI แล้ว ผมก็เห็นว่าบ้านหลังนั้นคงจะไม่ใช่ “วิมาน” อีกต่อไป และโอกาสที่จะย้ายเข้าไปอยู่ในระยะเวลาอันใกล้ก็คงมีน้อย ในที่สุดผมก็ขายมันไปและนำเงินมาลงทุนในหุ้น ราคาขายบ้านที่ลงทุนมานับสิบปีแทบจะไม่มีกำไร แต่เงินที่ได้รับและนำมาลงทุนในหุ้นนั้น หลังจากผ่านไป 6-7 ปีเติบโตขึ้นมาก และถ้าผมขายหุ้นและนำกลับไปซื้อบ้านในเวลานี้ ผมอาจจะซื้อบ้านแบบเดียวกันได้ 2 หลัง แต่ผมก็คงไม่ทำ ผมมีบทเรียนแล้ว ถ้าผมจะซื้อบ้านใหม่ ผมจะคิดอีกแบบหนึ่ง และต่อไปนี้คือคำแนะนำสำหรับ VI โดยเฉพาะคนหนุ่มสาวที่กำลังคิดจะซื้อบ้าน
ข้อแรกก็คือ ถ้ายังมีบ้านอยู่ เช่นอาศัยอยู่กับพ่อแม่และไม่ได้มีปัญหาเดือดร้อนหรือหนักอกหนักใจหรืออึดอัดใจอะไร ก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องรีบหาซื้อบ้าน อย่ากลัวว่าถ้าไม่ซื้อในวันนี้แล้วราคาบ้านจะขึ้นไปสูงจนไม่มีปัญญาที่จะซื้อได้ในอนาคต เพราะราคาบ้านที่อยู่อาศัยนั้น โดยทั่วไปราคาจะปรับตัวขึ้นไปช้า โดยเฉลี่ยไม่น่าจะสูงกว่าเงินเฟ้อมากนักและไม่น่าจะเกินปีละ 3 – 4% ต่อปีโดยเฉลี่ย ในทางตรงกันข้าม การมีบ้านนั้น ทำให้รายจ่ายตามมา บ้านยิ่งใหญ่ก็ยิ่งมีรายจ่ายมาก และการมีรายจ่ายมากนั้นทำให้ความมั่งคั่งลดลง และโอกาสที่จะนำเงินไปลงทุนที่ให้ผลตอบแทนดีกว่าก็จะหายไป ดังนั้น ข้อแนะนำของผมก็คือ “พยายามอยู่บ้านฟรีหรือมีค่าใช้จ่ายน้อยให้ยาวนานที่สุด”
ข้อสอง ถ้าจะซื้อบ้าน หลักเกณฑ์การเลือกนั้นต้องเน้นว่า บ้านนั้นต้อง “อย่าไกล” หรือห่างจากที่ทำงานหรือสถานที่ที่คนในครอบครัวต้องเดินทางไปทุกวันมาก เพราะการเสียเวลาเดินทางทุกวันนั้น เป็นต้นทุนที่สูงมากทั้งในด้านของเงินค่าเดินทาง การเสียโอกาสในการทำงานหารายได้ และเรื่องของสุขภาพกายใจ ดังนั้น ทำเลของบ้านจึงเป็นหัวใจสำคัญที่สุดของการเลือกบ้าน และในกรณีที่เราเลือกคอนโดแทนที่จะเป็นบ้านเดี่ยว เราควรเลือกคอนโดที่อยู่ใกล้สถานีรถไฟฟ้าทั้งใต้ดินหรือบนดิน โดยที่คำว่าใกล้นั้น ควรจะไม่เกิน 500 เมตร อย่าเลือกที่ระยะทาง “แค่หนึ่งกิโลเมตรจากสถานี” เพราะถ้าเราต้องเดินทุกวัน ค่าเสียเวลาต่อเดือนหรือต่อปีจะสูงมาก
ข้อสาม ซื้อบ้านขนาดที่ “พอดีใช้” นั่นคือมีจำนวนห้องที่เหมาะสมกับสมาชิกในปัจจุบันและอนาคต เช่น ถ้ามีสามี ภรรยา และลูกอีกสองคน ก็เอาแค่ 3 ห้องนอนและอาจจะมีห้องทำงานเล็ก ๆ อีกหนึ่งห้องก็พอแล้ว การมีบ้านที่ใหญ่เกินความจำเป็นนั้น จะทำให้เราต้องลงเงินไปมากในช่วงที่ซื้อและหลังจากนั้นก็จะมีค่าใช้จ่ายในการดูแลที่จะตามมาตลอดโดยที่เราอาจจะไม่ได้ผลตอบแทนอะไรเลย การมีบ้านใหญ่เกินความจำเป็นยังมักจะทำให้เราต้องจ่ายเงินซื้อของเข้าบ้านมากขึ้นโดยไม่จำเป็นด้วย นี่คือความจริงที่หลายคนอาจจะไม่ได้ตระหนัก แต่ประสบการณ์การมีบ้านเล็กนั้นทำให้ผมพบว่า เราไม่สามารถซื้อเครื่องใช้หรืออุปกรณ์หลาย ๆ อย่างได้ด้วยเหตุผลประการเดียวก็คือ “มันไม่มีที่จะวาง” ดังนั้น การมีบ้านขนาดพอดีใช้จะทำให้เราประหยัดเงินในระยะยาวอีกมาก
ข้อคิดสุดท้ายสำหรับการซื้อบ้านของผมก็คือ อย่าพยายามสร้าง “สาธารณูปโภค” เช่น สระว่ายน้ำหรือสวน ขึ้นใช้เองในบ้าน เพราะมันแพงมากและการดูแลรักษาก็ทำได้ยากและต้นทุนสูง ควรเลือกบ้านที่อยู่ใกล้สาธารณูปโภคที่เราต้องการใช้ซึ่งเป็นของรัฐหรือของคนอื่นที่เราสามารถหาซื้อได้เมื่อเราต้องการใช้จริง ด้วยเหตุนี้ บ้านที่อยู่ใกล้สวนสาธารณะที่เราสามารถพักผ่อนออกกำลังกายได้ทุกวันโดยไม่เสียเวลาเดินทางและไม่เสียเงินจึงเป็นบ้านที่มีคุณค่าสูงและเราอาจจะต้องยอมจ่ายแพงขึ้นได้ และนี่ก็เป็นการเลือกบ้านแบบ VI อีกข้อหนึ่ง
ทั้งหมดนั้นก็เป็นเพียงข้อพิจารณาบางประการที่ VI ที่กำลังคิดที่จะซื้อบ้านจะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ การซื้อบ้านนั้น เป็นการตัดสินใจที่สำคัญที่จะส่งผลกระทบต่อความมั่งคั่งและความสุขในระยะยาว ดังนั้น เราต้องให้เวลาในการเสาะแสวงหาและจะต้องไม่รีบร้อนถ้าเราต้องการบ้านที่เป็น “วิมาน” จริง ๆ

http://www.thaivi.com/2009/08/39/

Wednesday, February 6, 2008

ทำสัญญาประกันภัยอย่างไร

การซื้อประกันชีวิตไม่เหมือนกับการซื้อสินค้าที่มีรูปลักษณะ ซื้อสินค้า เช่น ซื้อตู้เย็น เอาเงินไป ตรวจดูตู้เย็นที่จะซื้อ แล้วขนกลับไปมีใบรับรองสินค้า หากเสียหายภายใน 1 ปี จะซ่อมให้ฟรี ยกเว้นการเสียหายเกิดจากการใช้หรือต้องเปลี่ยนแปลงอะไหล่
หรือการซื้อที่ดิน เอาเงินไป เอาโฉนดไปโอนกันที่ที่ดินจังหวัด จบ สัญญามีไหม ถ้ายังไม่โอน ก็ทำสัญญาจะซื้อจะขาย ถ้าโอนกันแล้วมีภาระเรื่องเงินหรือไม่ ถ้ายังมี ก็ทำสัญญาอีกตัว ถ้าจำนองก็เปลี่ยนมือกันอย่างนี้เป็นต้น
แต่สัญญาประกันชีวิต อยู่ตรงไหน ..
ส่วนของสัญญาประกันชีวิตที่ใช้เป็นหลักฐาน เริ่มกันตั้งแต่ใบคำขอเอาประกันภัย ใบยืนยันหรือแถลงสุขภาพ ใบตรวจสุขภาพ เอกสารประกอบอื่นๆ เช่น สำเนาบัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน รวมไปถึงกรมธรรม์ประกันชีวิตที่บริษัทออกให้กับผู้เอาประกันภัย
ปกติสัญญาอื่นๆ ที่ไม่ใช่สัญญาประกันภัย จะต้องมีลายเซ็นของทั้งสองฝ่ายลงนามและมีพยานเซ็นเป็นสักขีพยาน แต่สัญญาประกันชีวิต ผู้เอาประกันภัย กับผู้แทนบริษัทจะเซ็นสัญญากันคนละฉบับ ผู้เอาประกันก็จะเซ็นในส่วนเอกสารที่ส่งบริษัทคือใบคำขอ ใบแถลงสุขภาพ ใบตรวจสุขภาพเซ็นรับรอง สำเนาบัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน ฯลฯ
แต่ส่วนของบริษัทก็คือการรับรองการรับประกันภัย ที่ปรากฏในใบหน้าของเอกสารกรมธรรม์ประกันชีวิต และเนื้อในของกรมธรรม์ซึ่งเราเรียกกันว่าเงื่อนไขกรมธรรม์บริษัทจะจ่าย จะไม่จ่าย จ่ายอย่างไร หรือถ้าไม่จ่ายทำอะไรต่อไป จะอยู่ในเงื่อนไขนั้น
ส่วนของบริษัทนี้สำคัญมาก เพราะขนาดกรมการประกันภัยให้ความสำคัญมอบสิทธิ์กับลูกค้าเมื่อรับกรมธรรม์แล้วสามารถอ่านทบทวนความพึงพอใจ ว่าตรงกับที่ตัวแทนของบบริษัทเคยมาอธิบายให้ฟังหรือไม่ หรือตรงกับใจตนเองหรือไม่ ถ้าพอใจก็สมบูรณ์ แต่ถ้าไม่พอใจให้แจ้งบริษัทเป็นหนังสือภายใน 15 วัน นับจากวันรับกรมธรรม์ ก็สามารถยกเลิกการรับประกันภัยครั้งนั้นได้และจะได้รับเบี้ยประกันภัยคืนภายหลัง โดยที่บริษัทไม่สามารถคัดค้านแต่อย่างใด
ต่อไปนี้ จะเป็นการทำความเข้าใจถึงสัญญาประกันชีวิต 2 ส่วนดังกล่าวข้างต้นให้ทราบอย่างละเอียด
ส่วนแรกที่ผมบอกว่า เป็นของผู้เอาประกันภัย
ในการตัดสินใจทำประกันชีวิต นอกจากจะพิจารณาถึงแบบของการประกันชีวิตและความสามารถในการชำระเบี้ยประกันภัยแล้ว การกรอกใบคำขอเอาประกันภัยมีความสำคัญเช่นเดียวกัน เพราะใบคำขอเอาประกันภัยจะใช้เป็นหลักฐานในการแสดงเจตนาการทำประกันชีวิตและมีผลต่อการพิจารณารับประกันภัยด้วย
บริษัทได้ทำแบบฟอร์มลักษณะตอบคำถาม ซึ่งแบบฟอร์มดังกล่าวต้องขอรับความเห็นชอบจากนายทะเบียน ผู้เอาประกันภัยสามารถกรอกหรือทำเครื่องหมายได้ไม่ยากนัก ต้องกรอกและทำเครื่องหมายได้ไม่ยากนัก ต้องกรอกและทำเครื่องหมายให้ครบถ้วนทุกแห่ง มิฉะนั้นบริษัทจะไม่ออกกรมธรรม์ประกันภัยให้
ข้อสำคัญที่สุดคือ ต้องกรอกใบคำขอเอาประกันภัยตามความเป็นจริงทุกประการด้วยตนเอง หรือหากผู้อื่นกรอกให้จะต้องตรวจสอบความถูกต้องก่อนลงลายมือชื่อหากปิดบังหรือไม่ตรงตามความเป็นจริงแล้ว ก็จะไม่ได้รับประโยชน์จากกรมธรรม์ประกันภัย
บริษัทอาจบอกล้างกรมธรรม์ประกันภัยได้ แม้ว่าจะได้ออกกรมธรรม์ประกันภัยให้ผู้เอาประกันภัยแล้ว หรือหากผู้เอาประกันภัยถึงแก่กรรมแล้ว บริษัทก็มีสิทธิบอกล้างกรมธรรม์ประกันภัยได้ ผู้รับประโยชน์ก็จะไม่ได้รับเงินตามกรมธรรม์ประกันภัย รายละเอียดในใบคำขอเอาประกันภัย จะประกอบด้วย
1. ชื่อ-ชื่อสกุล และอายุของผู้เอาประกันภัย 2. ที่อยู่ของผู้เอาประกันภัย 3. อาชีพของผู้เอาประกันภัย 4. จำนวนเงินเอาประกันภัย 5. ผู้รับประโยชน์ 6. ประวัติการทำประกันชีวิต 7. ประวัติสุขภาพของผู้เอาประกันภัย
ส่วนที่สองคือ ส่วนของกรมธรรม์ประกันภัย
เมื่อผู้เอาประกันภัยตกลงทำประกันภัยและกรอกใบคำขอเอาประกันภัย พร้อมทั้งชำระเบี้ยประกันครบถ้วนแล้ว บริษัทก็จะออกกรมธรรม์ประกันภัยให้ ดังนั้น เป็นหน้าที่ของผู้เอาประกันภัยที่จะต้องอ่านกรมธรรม์ประกันภัยโดยละเอียด เพื่อตรวจสอบความถูกต้องตรงกับความต้องการหรือไม่ และศึกษาเงื่อนไขของกรมธรรม์ประกันภัยพร้อมทั้งหน้าที่และสิทธิประโยชน์ที่พึงจะได้รับ องค์ประกอบของกรมธรรม์ประกันภัยจะประกอบด้วย
1. หน้าตารางกรมธรรม์ประกันภัย เป็นรายละเอียดที่แสดงให้ผู้เอาประกันภัยได้รับทราบว่า เมื่อบริษัทตกลงทำสัญญาประกันภัยแล้ว จะระบุรายละเอียดต่างๆ ดังนี้ คือ
ชื่อ ที่อยู่บริษัท ชื่อและชื่อสกุล เอาประกันภัย อายุ เพศ ระยะเวลาเอาประกันภัย ระยะเวลา ชำระเบี้ยประกันภัย วันเริ่มสัญญาประกันภัย วันเริ่มสัญญาประกันภัย วันครบกำหนดสัญญาประกันภัย และแบบประกันชีวิต และสัญญาเพิ่มเติมที่ต้องมีการความคุ้มครอง พร้อมกับจำนวนเบี้ยประกันภัย และจำนวนเงินเอาประกันภัย และที่สำคัญต้องมีการลงลายมือชื่อกรรมการผู้ได้รับมอบอำนาจจากบริษัทเพื่อพร้อมประทับตราของบริษัทไว้ด้วย
2. ข้อกำหนดการจ่ายเงินตามกรมธรรม์ประกันภัย จะระบุถึงความคุ้มครอง เงื่อนไขการจ่ายเงินและผลประโยชน์ที่ผู้เอาประกันภัยพึงได้รับ
3. สัญญาหรือกรมธรรม์ประกันภัย เป็นสัญญาหรือข้อตกลงที่บริษัทมีต่อผู้เอาประกันภัย เช่น การแถลงอายุหรือเพศคลาดเคลื่อน การเปลี่ยนแบบประกันภัย ผู้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัย การเปลี่ยนตัวผู้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัย สิทธิและการใช้สิทธิในกรมธรรม์ประกันภัย การชำระเบี้ยประกันภัย ระยะเวลาผ่อนผันการชำระเบี้ยประกันภัย เป็นต้น
4. ตารางมูลค่ากรมธรรม์ประกันภัย เมื่อผู้เอาประกันไม่สามารถชำระเบี้ยประกันภัยได้ ผู้เอาประกันภัยสามารถใช้สิทธิด้วยการขอเวนคืนกรมธรรม์ประกันภัย การเปลี่ยนแปลงกรมธรรม์เป็นแบบใช้เงินสำเร็จหรือขยายเวลา และในกรณีที่กรมธรรม์มีผลคับ และกรมธรรม์มีมูลค่าเวนคืนเงินสดแล้ว ผู้เอาประกันภัยสามารถใช้สิทธิในการก็เงินได้อีกด้วย
ดังนั้น ท่านผู้อ่านที่ประสงค์หรือสนใจจะทำประกันชีวิต ก็คงจะรู้สึกอบอุ่นและสบายใจได้ว่าสัญญาประกันชีวิตมีจริง มีมากรายละเอียดและสามารถนำเป็นหลักฐานในระยะเวลา 10 - 20 ปี ที่เราทำประกันชีวิตไว้ได้อย่างแน่นอนไม่เปลี่ยนแปลง


บทความจาก นิตยสาร Thailand Insurance

ออมเงินเพื่อลูก

เมื่อชีวิตใหม่เกิน คนที่เป็นพ่อแม่ ต้องมีกิจกรรมเพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการกิน การนอน สุขภาพ สนุก แบบยุ่งๆ ตลอดเวลา ต้องเป็นกังวลเรื่องสุขภาพ การเรียน จนกว่าลูกจะสามารถหารายได้เลี้ยงตัวเอง หรือยาวไปถึงชีวิตครอบครัวเลยทีเดียว
ซึ่งกว่าจะไปถึงจุดนั้น คนที่เป็นพ่อ แม่ ควรจะต้องมีการวางแผนเรื่องการเงินอย่างรอบครอบ เพราะแต่ละช่วงวัยของการเปลี่ยนแปลง จะมีความจำเป็น และเกี่ยวข้องกับค่าใช้จ่าย ส่วนจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับสถานการณ์ และความจำเป็น
การวางแผนทางการเงินเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับ พ่อแม่ โดยเฉพาะพ่อแม่ มือใหม่ การประกันชีวิต ดูจะเป็นสิ่งที่จะสามารถตอบคำถาม และตอบสนองความต้องการ ที่กล่าวมาแล้วได้ทุกข้อทีเดียว เพราะวางแผนผ่าน ระบบประกันชีวิต เป็นการช่วยสร้างวินัย ในการออม ได้เป็นอย่างดี อย่างน้อยก็เป็นการสร้างความอุ่นใจให้กับพ่อแม่ ว่าในอนาคตลูกของคุณ จะได้รับความคุ้มครอง ในเรื่องของสุขภาพ เรื่องของทุนการศึกษา และมีเงินออมใช้ยามฉุกเฉินได้
เนื่องจาก การทำประกันเพื่อลูก ในปัจจุบัน มีความหลากหลาย ซึ่งพ่อแม่สามารถเลือกที่จะทำซื้อได้ให้ตรงกับความต้องการของลูก เช่น ทำประกันเพื่อความคุ้มครองด้านการศึกษา หรือทำประกันเพื่อสร้างสวัสดิการการรักษาพยาบาล หรือ อาจจะเผื่อไว้สำหรับในอนาคต ของลูกในเรื่องหลังจากที่ลูกสำเร็จการศึกษาเลยก็ยังได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับกำลังทรัพย์ ที่มีอยู่
ทั้งนี้วิธีการง่ายๆ สำหรับพ่อ แม่ ไม่ต้องกังวลว่า ลูกยังเล็กใครจะเป็นผู้รับผลประโยชน์เพราะลูกยังเล็กเกินไป ตัดสินกันไม่ได้ว่าจะให้ใครเป็นผู้รับผลประโยชน์ ซึ่งแน่นอนว่าคนที่จะต้องถูกระบุชื่อว่าเป็นผู้รับผลประโยชน์ก็ย่อมต้องเป็นลูก เพียงแต่ พ่อ แม่ต้องเป็นผู้จ่ายเงินเท่านั้น
เพราะคนที่มีสิทธิ์ บนกรมธรรม์ไม่ใช่คนจ่ายเงิน แต่ถ้าใช้ชื่อพ่อ หรือแม่ เป็นผู้เอาประกัน ลูก จะได้รับผลประโยชน์ก็ต่อเมื่อครบอายุสัญญาและพ่อ หรือแม่ได้เงินคืน หรือ ตอนที่พ่อ หรือแม่ เสียชีวิต ลูกก็จะได้รับผลประโยชน์ นอกจากนี้หากพ่อหรือแม่เป็นผู้เอาประกันเอง ยังจะได้รับสิทธิประโยชน์ในการลดหยดภาษีอีกด้วย
แต่หากใช้ชื่อ ลูก เป็นผู้เอาประกัน แบบนี้ดีตรงที่ลูก จะได้รับ คือ 1. ความคุ้มครอง 2. เป็นการออมเงินให้ลูกในยามเจ็บป่วย โดยที่ความคุ้มครองยังอยู่ครบ เปรียบเสมือนกับเป็นสวัสดิการของลูก แถมยังมีเงินออมไว้ใช้ เมื่อคบสัญญาอีกด้วย
สำหรับข้อดีอีกประการหนึ่งของการทำประกันชีวิตให้ลูกคือ ความมั่นใจเรื่องของอนาคต และการศึกษาของลูก ตรงนี้หาก พ่อ แม่ ศึกษาถึงแบบประกัน ประกันประเภทเพื่อการศึกษาของลูก จะเห็นว่ามีหลายบริษัทประกันชีวิต ที่มีสินค้าประเภทนี้ที่มีความหลากหลาย ไว้ให้เลือกมากมาย ลองนำแบบประกันหลายๆ แบบ และหลายบริษัทมาเปรียบเทียบ โดยนำหลักของความพึงพอใจ เป็นที่ตั้ง และบวกลบ คุณ หาร ด้วย เงินในกระเป๋า ซึ่งต้องเป็น แบบและทุนประกันที่ต้องไม่สร้างภาระ ทั้งในปัจจุบันและในอนาคต ให้กับครอบครัว แล้วตัดสินใจเลือกได้เลยรับรอบว่าดีแน่นอน
หรือจะใช้หลัก และวิธีการคิด ง่ายๆ ในการสร้างกองทุนประกันชีวิต คือย้อนกลับไปดูรายได้ของคุณ ว่ามีเท่าไหร่ แล้วชักออกมา 10-15% สำหรับจ่ายเบี้ยประกันภัยในแต่ละปี แต่ถ้ามันยังไม่มากพอ ก็สามารถที่จะซื้อเพิ่มได้ตามที่ ความสามารถ และกำลังทรัพย์ที่มี และคาดว่าจะหาได้ตลอดอายุสัญญาประกันภัยที่ซื้อไว้
นอกจากนี้ คุณพ่อ คุณแม่ ยังสามารถที่จะเลือกที่ความคุ้มครองสูง เบี้ยประกันต่ำ ซึ่งเหมาะสำหรับการสร้างกองทุนระยะยาว ที่เหมาะสำหรับประกันเฉพาะอนาคตให้ลูก เช่น คำนวณ แล้วว่า ควรจะซื้อประกันที่มีระยะเวลา 18 ปี สำหรับใช้เงินเมื่อลูก เริ่มต้นเรียนปริญญาตรี แทนที่จะเลือกซื้อแบบสะสมทรัพย์ ที่มีเงินจ่ายคืนทุกปี เปลี่ยนเป็นรับเงินเมื่อครบสัญญาของกรมธรรม์ แล้วรับเงินก้อนโตทีเดียว เรียกว่าเป็น ดอกเบี้ยทบต้นทบดอกไปเลย
หรือหากตั้งใจว่าจะทำประกันไว้แบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายระหว่างทาง แทนที่จะรับเงินก้อนตอนที่ครบสัญญาอย่างเดียว คุณก็สามารถทำได้ด้วยการขอรับเงินคืนระหว่างปีสำหรับเป็นค่าเทอม ก็สามารถทำได้ ตรงนี้ไม่มีปัญหา แต่ต้องปรึกษากับตัวแทน หรือเจ้าหน้าที่บริษัท เพื่อขอคำแนะนำดู เพื่อไม่ให้เสียประโยชน์ในการทำประกัน
หากคุณ ยังไม่แน่ใจว่าตลอดระยะเวลาของสัญญาประกันภัย ว่าจะเป็น 10 ปี หรือ 15 ปี หากเกิดอะไรขึ้นกับชีวิต จะทำอย่างไร ตรงนี้ก็มีทางออกเช่นกัน คือ ด้วยการการซื้อประกันออกเป็น 2 ฉบับ คือ ในระดับมัธยม และแบ่งไว้สำหรับ อุดมศึกษา คือ ฉบับแรก ซื้อกรมธรรม์ที่มีอายุ 10 ปี 1 กรมธรรม์ วางแผนไว้ว่าเมื่อครบสัญญาลูก เรียนจบชั้นประถม จะได้มีเงินไปเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับเรียนมัธยม และซื้ออีก 1 กรมธรรม์ ที่มีระยะเวลา 15 ปี เพื่อที่จะได้ใช้เงินเมื่อลูกเรียนปริญญาตรี
ทั้งนี้ในการแบ่งทำประกันเป็นช่วงๆ มีข้อดีคือ ทำให้เป็นภาระทางการเงินเกินไป อายุมากขึ้น ความเชี่ยวชาญมากขึ้น ฉะนั้น รายได้ก็น่าจะมากขึ้น รวมทั้งสัญญาที่ทยอยครบกำหนดทุกช่วง 5 ปี ยังเป็นตัวช่วยที่ทำให้การเงินอนาคตคุณไม่เป็นภาระเกินไป
นอกจากการจัดสรรเรื่อง แบบและระยะเวลาของกรมธรรม์แล้ว หากเลือกผลประโยชน์ และความคุ้มครองที่จะเพิ่มขึ้น หรือเรียกว่า หากผลประโยชน์พลอยได้ ที่ไม่ทำให้ต้นทุนค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น อันนี้ถือว่าจะเป็นประโยชน์สูงสุด หรืออาจจะซื้อแบบกันที่มีความแตกต่างกัน เช่น โดยกรมธรรม์ฉบับแรกอาจจะซื้อ แบบที่มีทั้งสัญญาพิเศษเพิ่มเติมค่ารักษาพยาบาลเงินคืนระหว่างปี เพื่อใช้สิทธิประโยชน์จากกรมธรรม์นี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุด
ส่วนฉบับที่สอง และสาม อาจจะเลือกซื้อแค่ความคุ้มครองอย่างเดียว เพื่อให้ได้ทุนประกันที่สูงมากขึ้น แต่จ่ายเบี้ยประกันถูกลง กล่าวคือ เมื่อหาแบบประกันตัวหลักได้เรียบร้อย ก็ถึงคิวประกันพ่วงหรือ สัญญาพิเศษเพิ่มเติม อย่างแรกที่จะแนะนำคือ เลือกประกันเพิ่มเติมเท่าที่ “จำเป็น” เท่านั้น อะไรที่อยู่นอกข่ายความจำเป็นให้ตัดออกให้หมด
สิ่งสำคัญคือ ควรจะซื้อ ประกันสุขภาพสำหรับลูก ด้วยถ้าคุณจะเลือกแบบประกันค่ารักษาพยาบาลให้ลูก ต้องซื้อประกันด้วยชื่อของลูก แต่หาก พ่อ แม่ เป็นข้าราชการ หรือเป็นพนักงานบริษัท ที่มีสวัสดิการเผื่อแผ่ค่ารักษาพยาบาลไปถึงลูกก็ยิ่งดีใหญ่ แทนที่จะจ่ายเงินซื้อประกันสุขภาพ 100% คุณก็เลือกเฉพาะส่วนเกินจากสวัสดิการที่ดี แต่ถ้าไม่มีสวัสดิการที่เผื่อแผ่มาถึงลูก ขอแนะนำว่าให้ซื้อเผื่อไว้สำหรับลูก
โดยที่ พ่อ แม่ สำรวจค่าห้องพยาบาลว่าอยู่ในอัตราเท่าไหร่ แต่ไม่ต้องซื้อค่าห้องเต็มที่ เพราะประกันสุขภาพเป็นประกันแบบ ทิ้งเปล่า ปีต่อปี การเลือกซื้อประกันสุขภาพอาจเลือกแค่ 80% ของเงินค่าห้องที่คุณพอจะรับได้ เวลาต่อประกันปีต่อไปจะได้ไม่รู้สึกเสียดายเงินที่จ่ายไปมากนัก
เพราะแบบนี้ลูกคุณ จะใช้สิทธิได้เฉพาะป่วยหนักจนต้องนอนค้างโรงพยาบาล แต่จะมีประกันอีกแบบที่น่านสนใจ นั่นคือประกันสุขภาพแบบ เหมาจ่าย ซึ่งมีข้อดี คือสามารถรักษาอาการเจ็บป่วยเล็กๆ น้อยๆ ได้แต่ก็มีข้อติ คือ เบี้ยประกันสำหรับเด็กแพงมาก แต่ไม่ว่าจะเป็นประกันมาก ประกันน้อยที่ไม่ควรพลาด คือไม่ว่าคุณจะซื้อประกันแบบไหนให้ลูกก็ตาม พ่อ แม่ ควรจะซื้อในแบบที่ถูกแล้วเป็นผู้ชำระเบี้ยแทน และไม่เป็นภาระสำหรับพ่อแม่ด้วย


บทความจาก นิตยสาร Thailand Insurance

Tuesday, February 5, 2008

เคลมประกันอย่างไรให้เร็ว

มีหลายครั้งที่ได้ยิน ได้ฟังถึงความคับอกคับใจจากคนใกล้ชิดว่า ถึงเวลาเคลมประกันทีไร มันช่างยากเย็นแสนเข็น รอกันเป็นชาติกว่าจะได้เงินประกัน บ้างก็บ่นว่า ทำไมขั้นตอนมันช่างยุ่งยากเสียกระไร ไม่เห็นเหมือนตอนที่จ่ายเบี้ยประกันภัยเลย บางคนถึงกับตีโพยตีพาย เลยไปถึงขั้นเกิดอาการเกลียดประกันเลยก็มี
เรื่องแบบนี้ จะว่าไปก็เป็นปัญหาโลกแตกสำหรับบริษัทประกันเช่นกัน เพราะผู้เอาประกันเปรียบเหมือนพระเจ้า อยากรีบจ่าย แต่บางครั้งก็จำนนด้วยเงื่อนไข ว่าต้องเป็นไปตามขั้นตอน ฝ่ายลูกค้าเอง บางครั้งก็ใจร้อนไปหน่อย บางคนก็เข้าใจถึงขั้นตอนการทำงาน การพิจารณาตรงนี้ไม่มีปัญหา
เป็นเรื่องที่น่าเห็นใจด้วยกันทั้งสองฝ่าย อินไซด์ประกันฉบับนี้ เลยต้องหยิบยก วิธีการเคลมอย่างไรให้เร็วมาฝากกัน เผื่ออย่างน้อยจะได้ช่วยให้กระบวนการทำงานของบริษัทประกันในการพิจารณาเคลมให้เร็วได้ทันใจมากขึ้น
ก่อนอื่นต้องมาทำความเข้าใจกันก่อนว่า การเคลมประกันหรือการเคลมสินไหม นั้น มี 2 แบบคือ เคลมสินไหมทดแทน อันนี้หมายถึงการเคลมประกันในลักษณะที่ผู้เอาประกันมีชีวิต จะเป็นลักษณะการได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ หรือเป็นลักษณะของการเจ็บป่วยธรรมดา แล้วต้องการเบิกค่ารักษาพยาบาลจากบริษัทประกัน
ส่วนอีกแบบคือ เป็นการเคลมสินไหมมรณกรรม แบบนี้เป็นกรณีผู้เอาประกันเสียชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการเสียชีวิตจากการเจ็บป่วย หรือเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ ไม่ว่าจะเป็นในกรณีใดก็ตามต้อง ทำความเข้าใจในสิทธิประโยชน์ให้ดีเสียก่อน เพื่อจะได้เป็นประโยชน์ ในการเตรียมเอกสารประกอบการพิจารณาเคลม เพื่อให้เกิดความรวดเร็ว
โดยปกติ ผู้เอาประกันสามารถเคลมสินไหมได้ภายในระยะเวลา 5-8 วัน แต่ในบางกรณีที่หลักฐานเอกสารไม่ครบถ้วนหรือเป็นการเรียกร้อง สินไหมที่มีความสลับซับซ้อน บริษัทฯ ก็จำเป็นต้องขอเอกสารหลักฐานเพิ่มเติม หรือต้องใช้เวลาในการติดตามและตรวจสอบ ซึ่งโดยทั่วไปขึ้นตอนการเรียกร้องผลประโยชน์ของผู้เอาประกันมีดังนี้
1. กรณีผู้เอาประกันภัยเสียชีวิต ผู้รับประโยชน์จะต้องแจ้งให้บริษัทฯ ทราบภายใน 14 วัน นับตั้งแต่วันเสียชีวิต เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าไม่มีใครทราบว่าผู้เอาประกันเสียชีวิต หรือประกันชีวิตไว้ ซึ่งในกรณีนี้จะต้องแจ้งให้บริษัทฯ ทราบภายใน 7 วัน นับตั้งแต่วันที่ทราบว่าผู้เอาประกันเสียชีวิต กรณีประสบอุบัติเหตุ แต่ไม่เสียชีวิตต้องแจ้งให้บริษัทฯ ทราบเป็นลายลักษณ์อักษรภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันประสบอุบัติเหตุ
2. ส่งหลักฐานการเรียกร้องสินไหมตามแบบฟอร์มที่บริษัทฯ กำหนดภายใน 90 วัน ของการสูญเสีย ไม่ว่าจะเป็นการเสียชีวิต สูญเสียอวัยวะ หรือเมื่อสิ้นสุดระยะเวลาที่บริษัทฯ มีภาระผูกพันในกรณีทุพพลภพ
3. บริษัทฯ มีสิทธิขอตรวจร่างกายของผู้เอาประกันเสียชีวิต บริษัทฯ จะจ่ายให้กับผู้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ กรณีผู้รับประโยชน์ เสียชีวิตก่อนหรือพร้อมกับผู้เอาประกัน โดยผู้เอาประกันไม่ได้แสดงเจตนาเปลี่ยนผู้รับประโยชน์ บริษัทฯ จะจ่ายให้แก่กองมรดกของผู้เอาประกัน แต่ในกรณีมีผู้รับประโยชน์หลายคน แบะผู้รับประโยชน์บางคนเสียชีวิตก่อนหรือพร้อมกับผู้เอาประกัน บริษัทฯ จะจ่ายเงินให้แก่ผู้รับประโยชน์ที่เหลือ อยู่คนละเท่าๆ กัน หรือเป็นไปตามส่วนที่ผู้เอาประกันได้แสดงเจตนาไว้ในใบคำขอ
ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้จะเห็นว่า ขั้นตอนต่างๆ ไม่ได้ยุ่งยากอย่างที่คิดเลยเพียงแต่ขอให้ผู้เอาประกันทำความเข้าใจกันให้ถ้องแท้เสียก่อน เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมของหลักฐาน และการตอบข้อซักถามของเจ้าหน้าที่บริษัทประกัน อันจะเป็นผลทำให้การพิจารณาเร็วขึ้นด้วย


บทความจาก นิตยสาร Thailand Insurance