<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><feed xmlns='http://www.w3.org/2005/Atom' xmlns:openSearch='http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/' xmlns:georss='http://www.georss.org/georss' xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'><id>tag:blogger.com,1999:blog-8660734772790158613</id><updated>2011-11-28T07:09:50.342+07:00</updated><category term='บัตรเครดิต'/><category term='การออมด้วยการทำประกัน'/><category term='การออม'/><category term='การเงิน'/><category term='ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง'/><category term='การลงทุนในทองคำ'/><category term='การลงทุนในกองทุน'/><category term='การลงทุน'/><category term='การลงทุนในหุ้น'/><title type='text'>The investor is amateur นักลงทุนสมัครเล่น</title><subtitle type='html'>บล็อกเกี่ยวกับ การลงทุน การเงิน และ การออม</subtitle><link rel='http://schemas.google.com/g/2005#feed' type='application/atom+xml' href='http://investor-amateur.blogspot.com/feeds/posts/default'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8660734772790158613/posts/default?max-results=100'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://investor-amateur.blogspot.com/'/><link rel='hub' href='http://pubsubhubbub.appspot.com/'/><author><name>wtnsc</name><uri>http://www.blogger.com/profile/03900776444125736964</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><generator version='7.00' uri='http://www.blogger.com'>Blogger</generator><openSearch:totalResults>28</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>100</openSearch:itemsPerPage><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8660734772790158613.post-1687735811337703857</id><published>2010-08-10T18:32:00.002+07:00</published><updated>2010-08-10T18:34:40.054+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='การลงทุนในทองคำ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='การลงทุน'/><title type='text'>ประวัติการผลิตทองคำ</title><content type='html'>&lt;strong&gt;ประวัติการผลิตทองคำ&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;ในช่วง 6000 ปีที่ผ่านมา  คาดว่ามีการขุด&lt;strong&gt;ทองคำ&lt;/strong&gt;ขึ้นมาใช้แล้วมากกว่า 125,000 ตัน โดยประวัติการขุดค้นสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ยุด คือ ยุคก่อนการตื่นทอง และยุคหลังการตื่นทอง คาดว่ากว่า 90% ของ&lt;strong&gt;ทองคำ&lt;/strong&gt;ที่เคยถูกขึ้นนั้นถูกขุดขึ้นมาหลังปี ค.ศ. 1848 หรือตั้งแต่ยุคตื่นทองในแคลิฟอร์เนีย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ยุคแรก (ก่อนปี ค.ศ. 1848)&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;            ในช่วง 2000 ปีก่อนคริสตกาล ชาวอียิปต์ขุด&lt;strong&gt;ทองคำ&lt;/strong&gt;ได้ไม่ถึงปีละ 1 ตัน จากบริเวณที่เป็นประเทศอียิปต์ ซูดาน และซาอุดิอาราเบียในปัจจุบัน&lt;br /&gt;            ในยุคอาณาจักรโรมันรุ่งเรือง คาดว่ามีการขุด&lt;strong&gt;ทองคำ&lt;/strong&gt;ได้ 5-10 ตันจาก สเปน ปอร์ตุเกส และแอฟริกา&lt;br /&gt;            ช่วงกลางศตวรรษที่ 15 มีการผลิต&lt;strong&gt;ทองคำ&lt;/strong&gt; 5-8 ตันต่อปีจากแถบแอฟริกาตะวันตก ซึ่ง คือบริเวณประเทศกานาในปัจจุบัน&lt;br /&gt;            ในช่วงปลายศตวรรษที่ 17 มีการผลิต&lt;strong&gt;ทองคำ&lt;/strong&gt;รวม 10-12 ตัน จากแอฟริกาตะวันตกและ อเมริกาใต้&lt;br /&gt;            ในปี ค.ศ. 1847 หนึ่งปีก่อนเกิดการตื่นทองในแคลิฟอร์เนีย รัสเซียผลิต&lt;strong&gt;ทองคำ&lt;/strong&gt;ได้ 30-35 ตัน คิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของจำนวนที่ผลิตได้ทั้งโลกที่มีประมาณ 75 ตัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ยุคที่สอง (หลังปี ค.ศ. 1848)&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;            หลังปี ค.ศ. 1848 นับเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญหลังการค้นพบ&lt;strong&gt;ทองคำ&lt;/strong&gt;ในแคลิฟอร์เนียและในออสเตรเลีย โดยในแต่ละแห่งสามารถขุดได้&lt;strong&gt;ทองคำ&lt;/strong&gt;ในแต่ลปีเกือบ 100 ตัน&lt;br /&gt;            หลังจากได้ได้มีการค้นพบแหล่ง&lt;strong&gt;ทองคำ&lt;/strong&gt;ในแอฟริกาใต้ ซึ่งเป็นแหล่งที่มีผลผลิตสูงที่สุดมาต่อเนื่องยาวนานนับจากช่วงปลายศตวรรษที่ 18 จนถึงปัจจุบัน&lt;br /&gt;            ในช่วงศตวรรษที่ 19 มีการขุด&lt;strong&gt;ทองคำ&lt;/strong&gt;ได้เฉลี่ยปีละ 400 ตัน&lt;br /&gt;            ในช่วงปี 1990 โลกมีการขุดค้นได้&lt;strong&gt;ทองคำ&lt;/strong&gt;เฉลี่ย 1744 ตันต่อปี ทั้งนี้เพราะมีเทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้ามาช่วยทำให้การผลิตเดิมที่ไม่มีความเป็นไปได้ทางเศรษฐกิจมีความเป็นไปได้ขึ้น  แต่ราคา&lt;strong&gt;ทองคำ&lt;/strong&gt;ที่ตกต่ำลงทำให้ผลผลิต&lt;strong&gt;ทองคำ&lt;/strong&gt;ไม่เพิ่มสูงขึ้นแต่อย่างใด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บทความจาก www.goldtraders.or.th&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8660734772790158613-1687735811337703857?l=investor-amateur.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://investor-amateur.blogspot.com/feeds/1687735811337703857/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8660734772790158613&amp;postID=1687735811337703857' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8660734772790158613/posts/default/1687735811337703857'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8660734772790158613/posts/default/1687735811337703857'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://investor-amateur.blogspot.com/2010/08/blog-post_6449.html' title='ประวัติการผลิตทองคำ'/><author><name>wtnsc</name><uri>http://www.blogger.com/profile/03900776444125736964</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8660734772790158613.post-2579898844487885214</id><published>2010-08-10T18:28:00.003+07:00</published><updated>2010-08-10T18:31:47.375+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='การลงทุนในทองคำ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='การลงทุน'/><title type='text'>แหล่งแร่ทองคำ</title><content type='html'>&lt;strong&gt;แหล่งแร่ทองคำ&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;โดยทั่วไปแล้วมักพบแร่&lt;strong&gt;ทองคำ&lt;/strong&gt;จะอยู่ในหินอัคนีชนิดเบสมากกว่าชนิดกรด แต่ส่วนใหญ่จะพบว่าทองอยู่ในหินชั้นและในกระบวนการของหินชั้น พบว่าหินทรายจะมีปริมาณทองมากกว่าหินชนิดอื่น ๆ&lt;br /&gt;            ส่วนในแหล่งแร่จะพบว่า แร่ทองจะอยู่กับแร่เงิน ทองแดง และโดบอลต์ ปริมาณที่พบทองในสถานที่ต่าง ๆ เช่น ทอง 1 กรัมต่อหินหรือดิน 300 เมตริกตัน ส่วนในน้ำทะเลจะมีปริมาณทอง 1 กรัมต่อน้ำทะเล 20,000-90,000 ตัน ซึ่งการสกัดเอาแร่&lt;strong&gt;ทองคำ&lt;/strong&gt;ออกมาแล้ว ไม่คุ้มต่อการลงทุน กล่าวคือจะมีต้นทุนสูงมาก&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;การเกิดของแร่ทองคำ&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;            การเกิดของแร่&lt;strong&gt;ทองคำ&lt;/strong&gt;นั้นแบ่งออกเป็น 2 แบบตามลักษณ์ที่พบในธรรมชาติ ดังนี้&lt;br /&gt;1.แบบปฐมภูมิ   คือแหล่งแร่ที่เกิดจากกระบวนการทองธรณีวิทยา มีการผสมทางธรรมชาติจากน้ำแร่ร้อน ผสมผสานกับสารละลายพวกซิลิก้า ทำให้เกิดการสะสมตัวของแร่&lt;strong&gt;ทองคำ&lt;/strong&gt;ในหินต่าง ๆ   เช่น   หินอัคนี หินชั้น และหินแปร   มีการพบการฝังตัวของแร่&lt;strong&gt;ทองคำ&lt;/strong&gt;ในหิน หรือสายแร่ที่แทรกอยู่ในหิน ซึ่งส่วนใหญ่จะมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า มีส่วนน้อยที่จะมีขนาดโตพอที่จะเห็นได้ชัดเจน แหล่งแร่คำแบบนี้จะมีคุณค่าในเชิงพาณิชย์   ก็ต่อเมื่อมี&lt;strong&gt;ทองคำ&lt;/strong&gt;มากกว่า 3 กรัมในเนื้อหินหนัก 1 ตัน   หรือมี&lt;strong&gt;ทองคำ&lt;/strong&gt;หนัก 1 บาท(15.2 กรัม)   ในเนื้อหินหนักประมาณ 5 ตัน (ประมาณ 2 ลูกบาศก์เมตร)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2.แบบปฐมทุติยภูมิ   หรือแหล่งลานแร่   คือการที่หินที่มีแร่&lt;strong&gt;ทองคำ&lt;/strong&gt;แบบปฐมภูมิได้มีการสึกกร่อนผุพัง แล้วสะสมตัวในที่เดิมหรือถูกน้ำชะล้างพาไปสะสมตัวในที่ใหม่   ในบริเวณต่าง ๆ    ที่เหมาะสม   เช่น เชิงเขา ลำห้วย หรือ ในตะกอนกรวดทรายในลำน้ำ&lt;br /&gt;  &lt;br /&gt;&lt;strong&gt;แหล่งแร่ทองคำที่พบในต่างประเทศ&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;            เมื่อ พ.ศ. 2396 สหรัฐอเมริกาได้มีการค้นพบทองครั้งใหญ่ ผลิตทองได้มากมายจนทำให้เป็นผู้นำการผลิตทอง ถึง 50 ปี ส่วนในออสเตรเลียก็เช่นเดียวกันกับสหรัฐอเมริกา คือมีการค้นพบทองมากมาย จึงทำให้ตลาดของสหรัฐอเมริกาดูตกต่ำลง แต่ช่วงเวลาไม่นานจำนวนทองที่ออสเตรเลียก็ลดลงอย่างรวดเร็วในขณะที่การค้นพบทองครั้งใหญ่ ก็เกิดขึ้นอีกครั้งที่สหรัฐอเมริกาทำให้สหรัฐอเมริกาในตลาดโลกมีความกระเตื้องขึ้นหลังจากที่ตกต่ำไป หลังจากนั้น เมื่อปี พ.ศ. 2439 มีการตื่นทองครั้งใหญ่ที่แคนาดาซึ่งผลิตทองได้เกินกว่า 15 ล้านเอานซ์ต่อปี และในปี พ.ศ. 2458 สุงสุดเกือบ 23 ล้านเอานซ์ต่อปี นับตั้งปี พ.ศ. 2448 ประเทศแอฟริกา เป็นอันดับหนึ่งในการผลิตทอง รองลงมาคือประเทศ สหรัฐอเมริกา ประมาณ 26 ปี ต่อมา ผลผลิตทองของสหรัฐอเมริกาจึงตกเป็นรองประเทศรัสเซียและแคนาดา&lt;br /&gt;            ได้มีการประเมินปริมาณของการขุดทองทั่วโลก นับจากเริ่มต้นสมัยประวัติศาสตร์ ได้ทั้งหมด 3 พันล้านเอานซ์ เป็นข้อมูลที่ประเมินไว้ก่อนปี พ.ศ. 2515            &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;แหล่งแร่ทองคำในประเทศไทย&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;          เมื่อประมาณ 60-70 ปีมาแล้ว แหล่งแร่&lt;strong&gt;ทองคำ&lt;/strong&gt;ที่สำคัญที่สุด คือแหล่งแร่ที่ป่าร้อนจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งชาวบ้านที่นี่ทำการหาทองโดยวิธีการร่อน     เป็นเวลาหลายปีจนปริมาณลดลง แต่ก็ยังมีเหลือพบบ้าง&lt;br /&gt;          กรมทรัพยากรธรณี สำรวจพบแร่&lt;strong&gt;ทองคำ&lt;/strong&gt;กระจายอยู่ในพื้นที่หลายจังหวัด     ยกเว้นพื้นที่ส่วนที่เป็นที่ราบสูงภาคตะวันออกเฉียงเหนือ   และพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง    พื้นที่ที่มีศักยภาพทางแร่สูงมีอยู่ 2 แนวคือ แนวแรก พาดผ่านจังหวัดเลย หนองคาย เพชรบูรณ์ พิจิตร นครสวรรค์ ลพบุรี ปราจีนบุรี สระแก้ว ชลบุรี และจังหวัดระยอง   ส่วนแนวที่ 2 พาดผ่านจังหวัดเชียงราย แพร่ อุตรดิตถ์ สุโขทัย และจังหวัดตาก   ส่วนพื้นที่อื่นๆ   พบ&lt;strong&gt;ทองคำ&lt;/strong&gt;กระจัดกระจายอยู่ทั่วไป เช่น บริเวณบ้านป่าร่อน อำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์   แหล่งโต๊ะโมะ อำเภอสุคิริน จังหวัดนราธิวาส และ อำเภอทองผาภูมิ   จังหวัดกาญจนบุรี&lt;br /&gt;          บริเวณที่สำรวจพบว่าเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพทางแร่&lt;strong&gt;ทองคำ&lt;/strong&gt;สูง ในปัจจุบันมีด้วยกัน 9 บริเวณ ดังนี้&lt;br /&gt;          1.บริเวณพื้นที่ในเขตตอนเหนือของจังหวัดอุดรธานี     อำเภอสังคม จังหวัดหนองคาย   อำเภอเมือง อำเภอเชียงคาน และอำเภอปากชม จังหวัดเลย&lt;br /&gt;          2.บริเวณพื้นที่อำเภอกบินทร์บุรี อำเภอสระแก้ว และอำเภอวัฒนานคร จังหวัดปราจีนบุรี&lt;br /&gt;          3.บริเวณพื้นที่อำเภอศรีสัชนาลัย อำเภอทุ่งเสลี่ยม จังหวัดสุโขทัย   อำเภอสบปราบ อำเภอเถิน จังหวัดลำปาง   และอำเภอวังชิ้น อำเภอลอง จังหวัดแพร่&lt;br /&gt;          4.บริเวณพื้นที่อำเภอแจ้ห่ม อำเภอวังเหนือ จังหวัดลำปาง ขึ้นไปทางเหนือผ่านอำเภอเมือง อำเภอเวียงป่าเป้า อำเภอม่จัน อำเภอแม่สาย และอำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย&lt;br /&gt;          5.บริเวณพื้นที่อำเภอสนามชัยเขตจังหวัดฉะเชิงเทรา ลงไปถึงอำเภอบ้าบึง กิ่งอำเภอบ่อทอง จังหวัดชลบุรี    จรดชายฝั่งทะเลที่อำเภอแกลง จังหวัดระยอง   และอำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี&lt;br /&gt;          6.บริเวณพื้นที่อำเภอทับสะแก อำเภอบางสะพาน กิ่งอำเภอบางสะพานน้อย จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ถึงอำเภอประทิว และอำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร&lt;br /&gt;          7.บริเวณกิ่งอำเภอสุคิริน   อำเภอระแงะ และอำเภอแว้ง   จังหวัดนราธิวาส   และบริเวณทางตอนใต้ของจังหวัดยะลา&lt;br /&gt;          8.บริเวณพื้นที่อำเภอสังขละบุรี อำเภอทองผาภูมิ และอำเภอไทรโยค   ถึงอำเภอสวนผึ้งและอำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี&lt;br /&gt;          9.บริเวณพื้นที่อำเภอเมือง   อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์   อำเภอโคกสำโรง อำเภอบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี และอำเภอท่าตะโก จังหวัดนครสวรรค์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บทความจาก www.goldtraders.or.th&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8660734772790158613-2579898844487885214?l=investor-amateur.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://investor-amateur.blogspot.com/feeds/2579898844487885214/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8660734772790158613&amp;postID=2579898844487885214' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8660734772790158613/posts/default/2579898844487885214'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8660734772790158613/posts/default/2579898844487885214'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://investor-amateur.blogspot.com/2010/08/blog-post_7237.html' title='แหล่งแร่ทองคำ'/><author><name>wtnsc</name><uri>http://www.blogger.com/profile/03900776444125736964</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8660734772790158613.post-487179120071999158</id><published>2010-08-10T18:19:00.004+07:00</published><updated>2010-08-10T18:27:45.288+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='การลงทุนในทองคำ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='การลงทุน'/><title type='text'>ประวัติทองคำในประเทศไทย</title><content type='html'>&lt;strong&gt;ประวัติทองคำในประเทศไทย&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;ประเทศไทย เคยเป็นที่รู้จักและเรียกกันมาตั้งแต่สมัยโบราณว่า “สุวรรณภูมิ” แปลว่าแผ่นดินทอง   การที่ประเทศไทยได้ชื่อนี้อาจเนื่องมาจากความเป็นจริงของธรรมชาติตามหลักฐานที่กรมทรัพยากรธรณีมีอยู่   ซึ่งล้วนแต่มีการร่อนหา&lt;strong&gt;ทองคำ&lt;/strong&gt;กันมาแต่โบราณ    ประเทศไทยครั้งนั้นคงมี&lt;strong&gt;ทองคำ&lt;/strong&gt;อุดมสมบูรณ์มาก   นักเผชิญโชคชาวภาระตะผู้นำอารยะธรรมของชมพูทวีปมาสู่กัมพูชา ในโบราณกาลจึงพากันเรียกดินแดนแห่งนี้ว่า “สุวรรณภูมิ”    แผ่นดินที่เรียกว่าสุวรรณภูมินี้มีอาณาเขตครอบคลุมพม่า ไทย ตลอดจนแหลม มาลายู    สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพได้ทรงประทานอรรถาธิบายไว้ในคำอธิบายหนังสือพระราชพงศาวดาร เล่มที่หนึ่ง(พ.ศ.2457) ว่าทรงเห็นด้วยกับคำกล่าวที่ว่า   “สุวรรณภูมิ ตั้งอยู่ตั้งแต่เมืองมอญ ตลอดลงมาถึงแหลมมาลายู หรือบางทีอาจตลอดไปจนถึงเมืองญวน   โดยในครั้งกระโน้น ดินแดงนี้อาจเรียกว่าสุวรรณภูมิทั้งหมด”&lt;br /&gt;            ความผูกพันกันระหว่างโลหะ&lt;strong&gt;ทองคำ&lt;/strong&gt;กับคนไทยนั้น   มีมายาวนาน อาจย้อนไปถึงสมัยอาณาจักรเชียงแสนเพราะมีหลักฐานพระพุทธรูปหล่อด้วย&lt;strong&gt;ทองคำ&lt;/strong&gt;ซึ่งมีศิลปะแบบเชียงแสน ปรากฎอยู่   จากนั้น เมื่อไทยได้รับระบบสมมติเทวราชของขอมมาให้เป็นสถาบันบริหารสูงสุดของประเทศ &lt;strong&gt;ทองคำ&lt;/strong&gt;ถูกนำมาใช้ในการทำเครื่องราชกกุธภัณฑ์ และเครื่องราชูปโภคทั้งหลาย&lt;br /&gt;            ความมั่งคั่งใน&lt;strong&gt;ทองคำ&lt;/strong&gt;ของไทยในอดีตอาจพิจารณาได้จากการเจริญสัมพันธ์ไมตรีกับชาวต่างชาติ เช่น   พระราชสาสน์นั้นเป็นการเขียน (จาร) ลงบนแผ่น&lt;strong&gt;ทองคำ&lt;/strong&gt;ที่เรียกว่าพระสุพรรณบัฏ และเครื่องราชบรรณาการต่าง ๆ ที่ทำด้วย&lt;strong&gt;ทองคำ&lt;/strong&gt;เป็นต้น    นอกจากนี้เครื่องใช้และเครื่องประดับต่าง ๆ   ก็ยังนิยมใช้&lt;strong&gt;ทองคำ&lt;/strong&gt;ด้วย    สิ่งเหล่านี้ล้วนแสดงถึงการมี&lt;strong&gt;ทองคำ&lt;/strong&gt;อยู่เป็นจำนวนมาก   ซึ่งเชื่อกันว่าที่มาของ&lt;strong&gt;ทองคำ&lt;/strong&gt;เหล่านี้ คือแหล่งทองที่เป็นเกล็ดปนอยู่ในทรายซึ่งมีอยู่ทั่วไปตามลำธารของภาคเหนือและภาคอีสานตอนเหนือ&lt;br /&gt;            ในรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช   ได้ส่ง&lt;strong&gt;ทองคำ&lt;/strong&gt;ไปเป็นเครื่องบรรณาการแด่พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ของฝรั่งเศสถึง 46 หีบ   และพระองค์ได้ให้เอกอัครราชทูตไทยที่ส่งไปเจริญสัมพันธไมตรีในครั้งนั้นว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญการทำเหมืองแร่&lt;strong&gt;ทองคำ&lt;/strong&gt;จากฝรั่งเศสมาด้วย   แร่&lt;strong&gt;ทองคำ&lt;/strong&gt;ที่มีการผลิตหรือร่อนแร่กันในสมัยนั้น คือ แร่&lt;strong&gt;ทองคำ&lt;/strong&gt;บ้านป่าร่อน อำเภอบางสะพาน  จังหวัดประจวบคีรีขันธ์   ซึ่งมีการค้นพบและทำเหมืองมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2283  และมีหลักฐานว่าในปี      พ.ศ.2293 สามารถผลิต&lt;strong&gt;ทองคำ&lt;/strong&gt; ได้&lt;strong&gt;ทองคำ&lt;/strong&gt;หนัก 90 ชั่งเศษ หรือน้ำหนักประมาณ 109.5 กิโลกรัม&lt;br /&gt;            ในสมัยกรุงศรีอยุธยามีเครื่อง&lt;strong&gt;ทองคำ&lt;/strong&gt;ที่ควรกล่าวถึง เป็นเครื่องประดับสำหรับเกียรติยศซึ่งปรากฏในหลักฐานเอกสารต้นตำนานตรานพรัตน์ฯ เมื่อพระมหากษัตริย์บรมราชาภิเษกเสด็จประทับพระที่นั่งภัทรบิฐพราหมณ์ย่อมถวายพระสังวาลย์นพรัตน์นั้นสวมทรงก่อน&lt;br /&gt;            จวบจนถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ พ.ศ. 2325 เป็นต้นมา ในรัชกาลที่ 4 สมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว การขุดทองลดน้อยลงจนต้องหาซื้อนำเข้าจากต่างประเทศ การใช้&lt;strong&gt;ทองคำ&lt;/strong&gt;มีปรากฏในพระราชนิพนธ์สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพซึ่งได้กล่าวเกี่ยวกับการทำเงินตราสยามเป็นเหรียญเงิน และพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้โปรดให้ทำเหรียญ&lt;strong&gt;ทองคำ&lt;/strong&gt; ด้วยเช่นกัน&lt;br /&gt;            กระทั่งปี พ.ศ.2414   มีการค้นพบ&lt;strong&gt;ทองคำ&lt;/strong&gt;ที่บ้านบ่อ อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรีและได้มีการทำเหมืองด้วยวิธีการขุดเจาะอุโมงค์ใต้ดินในปี พ.ศ.2416   โดยพระปรีชากลการเจ้าเมืองปราจีนบุรี   แต่ปิดดำเนินการในปี พ.ศ.2421 ต่อมาได้เปิดดำเนินการอีกครั้ง   ในช่วงปี พ.ศ.2449 – 2459 แต่ไม่มีข้อมูลของการผลิตแต่อย่างใด&lt;br /&gt;            จากนั้นจนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีชาวต่างประเทศได้เข้าติดต่อค้าขายและมีการเสาะหาทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งมีชาวอิตาเลียน ได้ขอทำการขุดทองที่บางตะพานจังหวัดประจวบคีรีขันธ์เมื่อกลับไปก็ไปเผยแพร่ว่าประเทศไทยนั้นอุดมด้วยแร่&lt;strong&gt;ทองคำ&lt;/strong&gt;เนื้อดีจึงทำให้ชาวต่างชาติหลายชาติได้เข้ามาขออนุญาตขุดหาแร่&lt;strong&gt;ทองคำ&lt;/strong&gt;มากขึ้น&lt;br /&gt;            ในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2   รัฐบาลได้ให้สัมปทานสำรวจและทำเหมืองแร่&lt;strong&gt;ทองคำ&lt;/strong&gt;แก่บริษัทจากประเทศอังกฤษและฝรั่งเศสหลายแห่ง เช่น   แหล่งโต๊ะโมะ จังหวัดนราธิวาส     แหล่งบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์   แหล่งกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี เป็นต้น   แต่บริษัทต่างๆ เหล่านี้  ได้หยุดดำเนินการเนื่องจากเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2  และได้มีบันทึกไว้ว่า บริษัท Societe des Mine d’Or de Litcho ของฝรั่งเศส  ได้ทำเหมืองแร่&lt;strong&gt;ทองคำ&lt;/strong&gt;ที่แหล่งโต๊ะโมะ   จังหวัดนราธิวาส   ในระหว่างปี พ.ศ.2479 – 2483   ได้&lt;strong&gt;ทองคำ&lt;/strong&gt;หนักถึง 1,851.44 กิโลกรัม   ระหว่างปี พ.ศ.2493 – 2500   กรมโลหกิจ(กรมทรัพยากรธรณีในปัจจุบัน) ได้ทำเหมือง&lt;strong&gt;ทองคำ&lt;/strong&gt;ที่บ้านบ่อ จังหวัดปราจีนบุรี   สามารถผลิต&lt;strong&gt;ทองคำ&lt;/strong&gt;ได้ถึง 54.67 กิโลกรัม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บทความจาก www.goldtraders.or.th&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8660734772790158613-487179120071999158?l=investor-amateur.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://investor-amateur.blogspot.com/feeds/487179120071999158/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8660734772790158613&amp;postID=487179120071999158' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8660734772790158613/posts/default/487179120071999158'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8660734772790158613/posts/default/487179120071999158'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://investor-amateur.blogspot.com/2010/08/blog-post_3817.html' title='ประวัติทองคำในประเทศไทย'/><author><name>wtnsc</name><uri>http://www.blogger.com/profile/03900776444125736964</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8660734772790158613.post-5250878383587167648</id><published>2010-08-10T18:14:00.002+07:00</published><updated>2010-08-10T18:19:34.120+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='การลงทุนในทองคำ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='การลงทุน'/><title type='text'>ประวัติของทองคำโลก</title><content type='html'>&lt;strong&gt;ประวัติของทองคำโลก&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;            &lt;strong&gt;ทองคำ&lt;/strong&gt;เป็นที่รู้จักกันในสังคมมนุษย์มาเป็นเวลาเกือบหกพันปีมาแล้ว คำว่า “Gold” นั้นมาจากคำภาษาอังกฤษ คือ “Geolo” ซึ่งแปลว่าเหลือง     ส่วนสัญลักษณ์ทางวิทยาศาสตร์ของธาตุ&lt;strong&gt;ทองคำ&lt;/strong&gt; “Au” มาจากคำภาษาลาติน คือ “Aurum” แปลว่าทอง    ในยุคโบราณ&lt;strong&gt;ทองคำ&lt;/strong&gt;ได้นำมาใช้เป็นเครื่องตกแต่งในพิธีกรรมทางศาสนา   หรือเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของความมีอำนาจ ความรุ่งเรือง    การค้นพบหาทองครั้งแรกสุดดูเหมือนจะพบทางแถบเอเชียตะวันตก โดยเฉพาะในประเทศอียิปต์ซึ่งเป็นประเทศที่มีสิ่งของเครื่องทองให้ปรากฏเห็นตั้งแต่ประมาณ 4,000 ปีก่อนศริสตศักราช ต่อมาได้มีการค้นพบอีกที่ประเทศมาเซโดเนีย อิตาลี ฝรั่งเศส สเปน สหรัฐอเมริกา และออสเตรเลีย การขุดทองเพิ่มมากขึ้นหลังจากที่มีการค้นพบทวีปอเมริกา   นับเป็นเวลาหลายศตวรรษที่ผ่านมา   &lt;strong&gt;ทองคำ&lt;/strong&gt;ยังคงสามารถใช้เป็นเงินตราที่มีค่าสูงสุด  และเป็นโลหะชนิดเดียวที่ได้รับการยอมรับในทุกหนทุกแห่ง   การใช้&lt;strong&gt;ทองคำ&lt;/strong&gt;เป็นเงินตรานั้นมีบ้าง  ในดินแดนที่มีความเจริญที่สุดในสมัยโบราณกาล   &lt;strong&gt;ทองคำ&lt;/strong&gt;ได้ครองความเป็นเจ้าเมื่อเปรียบเทียบกับเงินตรา( คือโลหะ ) มาจนถึงคริสตศตวรรษที่ 19 ได้มีการเอามาตรฐาน&lt;strong&gt;ทองคำ&lt;/strong&gt;เข้ามาใช้ในระบบเงินตราในหลายประเทศนายทุนใหญ่ ๆ โดยรัฐบาลเป็นผู้หลอมทำและจำหน่ายเงินเหรียญ&lt;strong&gt;ทองคำ&lt;/strong&gt; &lt;strong&gt;ทองคำ&lt;/strong&gt;จึงกลายมาเป็นพื้นฐานหลักของระบบเงินตราไป ได้มีการกำหนดมาตรฐาน&lt;strong&gt;ทองคำ&lt;/strong&gt;ใช้กันเป็นครั้งแรกที่สุดในประเทศอังกฤษ แล้วค่อย ๆ แผ่ขยายออกไปประเทศอื่น ๆ เมื่อ&lt;strong&gt;ทองคำ&lt;/strong&gt;และเงินหลั่งไหลเข้ามาในยุโรปตะวันตกภายหลังจากที่ได้มีการค้นพบทางภูมิศาสตร์ครั้งใหญ่ ( หมายถึงการล่าอาณานิคม )ในศตวรรษที่ 15 และ 16  จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์แสดงให้เห็นว่า ตัณหาของมนุษย์ในการที่มุ่งครอบครอง&lt;strong&gt;ทองคำ&lt;/strong&gt;ได้ผลักดันให้มนุษย์แสวงหาอาณานิคม ทำสงคราง และสร้างอารยธรรม&lt;br /&gt;            ในตอนกลางศตวรรษที่ 19 ได้มีการค้นพบ&lt;strong&gt;ทองคำ&lt;/strong&gt;ในแคลิฟอร์เนียและในออสเตรเลีย ซึ่งทำให้เศรษฐกิจเจริญขึ้นอย่างรวดเร็วในยุโรปตะวันตกและในอเมริกาเหนือ &lt;strong&gt;ทองคำ&lt;/strong&gt;ช่วยดึงเอาประเทศต่าง ๆ เข้ามาร่วมกันก่อตัวเป็นตลาดโลกขึ้น ต่อมาในตอนปลายศตวรรษที่ 19 ได้มีการค้นพบ&lt;strong&gt;ทองคำ&lt;/strong&gt;ในอาฟริกาใต้และนี่ก็ถือว่าเป็นการเริ่มต้นของสมัยใหม่ในประวัติศาสตร์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บทความจาก www.goldtraders.or.th&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8660734772790158613-5250878383587167648?l=investor-amateur.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://investor-amateur.blogspot.com/feeds/5250878383587167648/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8660734772790158613&amp;postID=5250878383587167648' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8660734772790158613/posts/default/5250878383587167648'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8660734772790158613/posts/default/5250878383587167648'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://investor-amateur.blogspot.com/2010/08/blog-post_10.html' title='ประวัติของทองคำโลก'/><author><name>wtnsc</name><uri>http://www.blogger.com/profile/03900776444125736964</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8660734772790158613.post-2345942556948489058</id><published>2010-08-10T17:58:00.006+07:00</published><updated>2010-08-10T18:07:31.290+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='การลงทุนในกองทุน'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='การลงทุนในทองคำ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='การลงทุน'/><title type='text'>ทองคำปิดร่วง $2.70</title><content type='html'>&lt;strong&gt;ทองคำปิดร่วง $2.70 หลังจากสกุลเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;สัญญา&lt;strong&gt;ทองคำ&lt;/strong&gt;ตลาดนิวยอร์กปิดร่วงลงเมื่อคืนนี้ (9 ส.ค.) เพราะถูกกดดันจากสกุลเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้น ก่อนที่การประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะมีขึ้นในคืนวันอังคารที่ 10 ส.ค.ตามเวลาประเทศไทย ซึ่งนักวิเคราะห์คาดการณ์ในวงกว้างว่าเฟดจะประกาศใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่ สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า สัญญา&lt;strong&gt;ทองคำ&lt;/strong&gt;ตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนธ.ค.ร่วงลง 2.70 ดอลลาร์ ปิดที่ 1,202.60 ดอลลาร์/ออนซ์ หลังจากเคลื่อนตัวในช่วง 1,201.10 - 1,212.10 ดอลลาร์ ขณะที่สัญญาโลหะเงินเดือนก.ย.ลดลง 23.00 เซนต์ ปิดที่ 18.242 ดอลลาร์/ออนซ์ และสัญญาโลหะทองแดงส่งมอบเดือนก.ย.เพิ่มขึ้น 1.1 เซนต์ ปิดที่ 3.3540 ดอลลาร์/ปอนด์ ส่วนสัญญาพลาตินัมส่งมอบเดือนต.ค.ดิ่งลง 27.90 ดอลลาร์ ปิดที่ 1,542.90 ดอลลาร์/ออนซ์ และสัญญาพัลลาเดียมส่งมอบเดือนก.ย.ลดลง 7.95 ดอลลาร์ ปิดที่ 479.65 ดอลลาร์/ออนซ์ นักลงทุนเทขายสัญญา&lt;strong&gt;ทองคำ&lt;/strong&gt;หลังจากสกุลเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น อันเนื่องมาจากการคาดการณ์ที่ว่า เฟดจะใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่ รวมถึงการใช้นโยบายผ่อนปรนด้านการเงินเพิ่มเติม หลังจากเศรษฐกิจส่งสัญญาณการชะลอตัวในหลายภาคส่วน รวมถึงตลาดอสังหาริมทรัพย์และตลาดแรงงาน นอกจากนี้ สกุลเงินดอลลาร์ดีดตัวขึ้นเมื่อเทียบกับยูโร หลังจากธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ 1% รวมทั้งคงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่ 1.75% และคงอัตราดอกเบี้ยเงินฝากข้ามคืนที่ 0.25% กองทุน SPDR Gold Trust ซึ่งเป็นกองทุน ETF ทองรายใหญ่ที่สุดในโลก เข้าถือครอง&lt;strong&gt;ทองคำ&lt;/strong&gt;ที่ 1,282.746 ตันในช่วงเวลาที่สิ้นสุด ณ วันที่ 6 ส.ค. ซึ่งไม่เปลี่ยนแปลงจากระดับของวันที่ 5 ส.ค.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา : อินโฟเควสท์&lt;br /&gt;วันที่ : 10 สิงหาคม 2553&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8660734772790158613-2345942556948489058?l=investor-amateur.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://investor-amateur.blogspot.com/feeds/2345942556948489058/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8660734772790158613&amp;postID=2345942556948489058' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8660734772790158613/posts/default/2345942556948489058'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8660734772790158613/posts/default/2345942556948489058'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://investor-amateur.blogspot.com/2010/08/270.html' title='ทองคำปิดร่วง $2.70'/><author><name>wtnsc</name><uri>http://www.blogger.com/profile/03900776444125736964</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8660734772790158613.post-4726167996409300339</id><published>2010-08-09T09:36:00.003+07:00</published><updated>2010-08-09T09:44:01.221+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='การลงทุนในหุ้น'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='การลงทุน'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='การเงิน'/><title type='text'>สัญญาณแห่งคุณค่า</title><content type='html'>&lt;strong&gt;สัญญาณแห่งคุณค่า&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;โลกในมุมมองของ Value Investor June 7, 2010&lt;br /&gt;ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในการค้นหาว่าหุ้นตัวไหนจะมี Value หรือมีคุณค่า  หรือมีคุณค่ามากขึ้นนั้น  นอกจากกำไรที่ควรจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แล้ว  ต่อไปนี้คือสัญญาณบางอย่างที่จะช่วยบอกเราว่าหุ้นตัวนั้นจะเป็นหุ้น Value ที่น่าสนใจในอนาคตและเป็นหุ้นที่เราควรพิจารณาลงทุน&lt;br /&gt;สัญญาณแรกก็คือ  Market Share หรือส่วนแบ่งทางการตลาดของสินค้าของบริษัทเพิ่มขึ้นและเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ   นี้เป็นสัญญาณที่ดีมาก  เนื่องจากมันบอกว่าความสามารถในการแข่งขันของบริษัทกำลังเพิ่มขึ้น  และการได้หรือมีธุรกิจมากขึ้นมักจะก่อให้เกิดความได้เปรียบในแง่ของต้นทุนการผลิตและการขายของสินค้าต่อหน่วยซึ่งจะลดลง  และนั่นก็จะทำให้ได้เปรียบในการแข่งขันมากขึ้นไปอีก  ก่อให้เกิด “วงจรแห่งความรุ่งเรือง” ต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ&lt;br /&gt;สัญญาณข้อที่สองก็คือ  บริษัทสามารถควบคุมราคาขายของสินค้าของบริษัทได้ดี  นั่นก็คือ  บริษัทสามารถกำหนดหรือควบคุมราคาขายสินค้าของบริษัทได้ในระดับที่มีเหตุผล  คือมีกำไรที่เพียงพอ  นี่เป็น Value หรือคุณค่าของกิจการ  ถ้าเราพบว่ากิจการไม่สามารถควบคุมราคาขายได้เช่นกิจการที่ขายสินค้าโภคภัณฑ์  หรือกิจการที่มีการแข่งขันกันรุนแรงมาก  แบบนี้เป็นสัญญาณว่ากิจการมีคุณค่าน้อย&lt;br /&gt;สัญญาณที่สามคือ  ลูกค้ามีความภักดีต่อสินค้าหรือยี่ห้อของบริษัท  ถ้าพบว่าลูกค้ามีความภักดีมาก  ไม่เปลี่ยนไปใช้สินค้าหรือบริการของคู่แข่งง่าย ๆ  แบบนี้ก็ถือว่าเป็น  Value ที่มีคุณค่า  ตรงกันข้าม  ถ้าลูกค้ามักจะเปลี่ยนไปซื้อสินค้าหรือบริการจากคู่แข่งอยู่เรื่อย ๆ  ด้วยเหตุผลสารพัดเช่นเวลาที่มีโปรโมชั่นพิเศษ หรือมีสินค้าหรือบริการใหม่ที่แตกต่างจากเดิมเพียงเล็กน้อย  แบบนี้ต้องถือว่าบริษัทไม่ค่อยมี Value เท่าไรนัก&lt;br /&gt;สัญญาณที่สี่ก็คือ  Profit Margin  หรือเปอร์เซ็นต์กำไรเมื่อเทียบกับยอดขายของบริษัทเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ   นี่เป็นสัญญาณที่ต้องมองย้อนหลังไปหลาย ๆ  ไตรมาศหรืออาจจะหลายปี  ถ้าพบว่า Margin ค่อย ๆ  เพิ่มขึ้นเช่น  จากเดิมกำไรต่อยอดขายเป็น 3 เปอร์เซ็นต์  ปีต่อมาเป็น 3.2  ปีที่สามเป็น 3.4  ปีที่สี่เป็น 3.5  ปีที่ห้าเป็น  3.6  แบบนี้แปลว่าบริษัทสามารถทำกำไรต่อยอดขายเพิ่มขึ้นซึ่งอาจจะมาจากสาเหตุหลายอย่างเช่น  บริษัทสามารถขายสินค้าในราคาแพงขึ้นหรือสามารถลดต้นทุนลงไปเรื่อย ๆ  ซึ่งถือว่าเป็น Value หรือคุณค่าที่ดีมาก&lt;br /&gt;สัญญาณข้อห้า  Return On Equity (ROE)  หรือ ผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้นค่อนข้างสูงและสม่ำเสมอหรือเพิ่มขึ้น   ตัวเลขที่จะแสดงถึง Value หรือคุณค่านั้นผมคิดว่าน่าจะต้องไม่ต่ำกว่า 14-15%  ต่อปี  ยิ่งสูงก็ถือว่ามี Value มากขึ้นเท่านั้น  แต่นี่ก็ต้องหมายถึงว่าบริษัทไม่ได้กู้หนี้มากเกินกว่าที่ควรเป็นซึ่งก็คือควรจะมีหนี้ไม่เกิน 4-5 เท่าของกำไรต่อปี  ยกเว้นกิจการที่มีรายได้และกำไรค่อนข้างแน่นอนเช่นพวกกิจการสาธารณูปโภคที่อาจจะยอมให้มีหนี้มากกว่านั้นได้  เรื่องของ ROE นั้น  ผมคิดว่าแทบจะบอกได้เลยว่าถ้ากิจการไหนมี ROE ต่ำมากเช่นต่ำกว่า 10% ต่อปีอย่างต่อเนื่องยาวนาน  แบบนี้ต้องบอกว่าหุ้นไม่ค่อยมี  Value เท่าไร&lt;br /&gt;สัญญาณข้อที่หก เป็นกิจการที่สร้างกระแสเงินสดดี  ไม่ใช่กิจการที่ต้องลงทุนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ  หรือเป็นกิจการที่ต้องใช้เงินเพื่อบำรุงรักษาเครื่องจักร อุปกรณ์ค่อนข้างมากและตลอดเวลา  ยิ่งกิจการที่ขยายตัวได้โดยแทบจะไม่ต้องลงทุนเพิ่มก็ต้องถือว่าเป็นกิจการที่มีคุณค่าสูง  เพราะกิจการแบบนี้เมื่อมีกำไรก็มักจะสามารถจ่ายปันผลได้ในอัตราที่สูง   นอกจากนั้น  กิจการเหล่านี้เมื่อเวลาผ่านไปก็มักจะกลายเป็นกิจการที่  “ปลอดหนี้” เงินกู้จากสถาบัน&lt;strong&gt;การเงิน&lt;/strong&gt;ซึ่งทำให้ความเสี่ยงของบริษัทลดลงมาก&lt;br /&gt;สัญญาณสุดท้ายที่ผมจะพูดถึงก็คือ  เรื่องของผู้บริหาร  คุณค่าของกิจการนั้นขึ้นอยู่กับตัวผู้บริหารค่อนข้างมาก  ผู้บริหารที่มีความโปร่งใส  เปิดเผยหรือเปิดตัวต่อสาธารณชนไม่แอบอยู่ใน “มุมมืด”  ผู้บริหารที่มีความซื่อสัตย์สุจริต  ผู้บริหารที่ทำอะไรมีเหตุมีผล  ผู้บริหารที่ตัดสินใจอะไรก็คำนึงถึงผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้น  และที่สำคัญ  ผู้บริหารที่จัดสรรผลกำไรอย่างเหมาะสม  นั่นคือ  จ่ายปันผลให้กับผู้ถือหุ้นอย่างยุติธรรม  เหล่านี้เป็นคุณค่าของบริษัท  ตรงกันข้าม  ผู้บริหารที่เก็บตัวไม่ยอมให้ข่าวสารกับผู้ถือหุ้น  เวลาจัดสรรผลกำไรของกิจการนั้นมองดูไม่สมเหตุสมผล  หรือเป็นคนที่เข้าใจได้ยากเวลาตัดสินใจทำอะไรเกี่ยวกับบริษัท  แบบนี้เป็นสัญญลักษณ์ของความไม่มีคุณค่า&lt;br /&gt;การมองหา “คุณค่า” นั้น  ยังมีสัญญาณอื่น ๆ  อีกมาก  ที่กล่าวมานั้นเป็นเพียงบางส่วนที่สำคัญและเป็นเรื่องทั่วไปที่ใช้ได้กับทุกกิจการหรือทุกอุตสาหกรรม  นักลงทุนที่มุ่งมั่นและศึกษาบริษัทที่จะลงทุนจะต้องคิดอย่างละเอียดขึ้นว่าหุ้นที่ตนเองสนใจนั้น  มีคุณค่าหรือ  ด้อยคุณค่าอย่างอื่นที่สำคัญหรือไม่เพื่อที่จะได้วิเคราะห์อย่างถูกต้องว่าหุ้นของตนเองนั้น  มี  Value หรือกำลังมี Value เพิ่มขึ้นมากน้อยแค่ไหน&lt;br /&gt;สรุปก็คือ  ในการวิเคราะห์ในแบบของ Value Investment นั้น  เราจะต้องมองหาคุณค่าของบริษัท  ยิ่งบริษัทมีคุณค่าสูงหรือกำลังมีคุณค่าสูงขึ้น  นั่นก็เป็นสิ่งที่ดี  เพราะคุณค่านั้นในไม่ช้าก็จะแปลงออกมาเป็นราคาหุ้นที่สูงขึ้น  ตรงกันข้าม  ถ้าเราพบว่า Value ของกิจการกำลังลดลง  แม้ว่าตัวเลขผลประกอบการจะยังดูดีอยู่  แต่ในที่สุด  ผลประกอบการก็จะตกต่ำลงตามคุณค่าที่ลดลง  และราคาหุ้นก็จะลดลงตามมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;http://www.thaivi.com/2010/06/521/&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8660734772790158613-4726167996409300339?l=investor-amateur.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://investor-amateur.blogspot.com/feeds/4726167996409300339/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8660734772790158613&amp;postID=4726167996409300339' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8660734772790158613/posts/default/4726167996409300339'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8660734772790158613/posts/default/4726167996409300339'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://investor-amateur.blogspot.com/2010/08/blog-post_8451.html' title='สัญญาณแห่งคุณค่า'/><author><name>wtnsc</name><uri>http://www.blogger.com/profile/03900776444125736964</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8660734772790158613.post-4241245380819227779</id><published>2010-08-09T09:20:00.004+07:00</published><updated>2010-08-09T09:31:49.596+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='การลงทุนในหุ้น'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='การลงทุน'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='การเงิน'/><title type='text'>สัญญาณแห่งความรุ่งเรือง</title><content type='html'>&lt;strong&gt;สัญญาณแห่งความรุ่งเรือง&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;โลกในมุมมองของ Value Investor August 8, 2010&lt;br /&gt;ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตัวเลขการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ประกาศออกมาแต่ละไตรมาศนั้น  มีประโยชน์น้อยในการพิจารณา&lt;strong&gt;การลงทุน&lt;/strong&gt;  เหตุผลก็เพราะมันเป็นสิ่งที่ผ่านมาแล้ว  นักลงทุนต้องการรู้ว่าอนาคต  หรือการประกาศตัวเลขในไตรมาศที่จะถึงเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไรมากกว่า   การที่จะรู้ว่าเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไรนั้น   บ่อยครั้งผมจะดูจาก  “สัญญาณ”  ที่เกิดขึ้นจากสิ่งที่ผมเห็นและสัมผัสในชีวิตประจำวัน   อย่างเช่นในช่วงนี้ผมรู้สึกว่าเศรษฐกิจของประเทศไทยคงจะรุ่งเรืองพอสมควรทีเดียว  เพราะผมได้เห็นและรู้สึกว่ามีการเปลี่ยนแปลงในกิจกรรมทางเศรษฐกิจในเรื่องต่าง ๆ ต่อไปนี้&lt;br /&gt;สัญญาณแรกซึ่งผมเริ่มรู้สึกเล็กน้อยมาได้หลายเดือนแล้วก็คือ  ร้านสะดวกซื้อมีคนเดินหยิบสินค้าและเข้าคิวจ่ายเงินมากขึ้น  ร้านสะดวกซื้อนั้น  จริง ๆ  แล้วเป็นสัญญาณที่ไม่แรงหรือเป็นสัญญาณอ่อน  เพราะจำนวนคนในแต่ละช่วงเวลานั้นมีไม่มาก  การรอจ่ายเงินก็ไม่นาน   อย่างไรก็ตาม  มันเป็นสิ่งที่ผมเห็นทุกวัน  บางวันเห็นมากกว่าหนึ่งครั้ง  และส่วนใหญ่เห็นหลายร้าน  เนื่องจากในซอยบ้านผมมีร้านสะดวกซื้อหลายร้านที่ผมต้องเดินผ่านเกือบทุกวัน  การมีคนเข้าร้านสะดวกซื้อมากขึ้นเป็นสัญญาณว่าคนชั้นกลาง-ล่าง มีเงินมากขึ้นในการซื้อสินค้า  เครื่องดื่มและอาหารบริโภคในชีวิตประจำวัน  ดังนั้น  นี่เป็นสัญญาณว่าเศรษฐกิจในระดับรากหญ้าน่าจะดีขึ้น&lt;br /&gt;สัญญาณที่สองที่ผมเห็นก็คือ  ห้างสรรพสินค้าขนาดเล็กที่ให้บริการคนใน  “ท้องถิ่น”  และคนชั้นกลางที่เป็นพนักงานออฟฟิสที่มาต่อรถแถว  ๆ  อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ   โดยปกติผมจะเป็น “ลูกค้าประจำ”  เพราะต้องเดินจากบ้านไปรับประทานอาหารเย็นสัปดาห์ละหลาย ๆ  วัน   หรือแม้แต่ช่วงกลางวัน  บ่อยครั้งผมต้องแวะไปรับประทานอาหารและซื้อสินค้าจิปาถะ  พูดง่าย ๆ  นี่แทบจะเป็น “ห้องครัว” ของผม   ก่อนหน้านี้  ผมสามารถเลือกร้านอาหารและไม่ต้องรอนานกว่าจะได้รับประทาน  เพราะคนมีไม่มาก   แต่ในช่วง2-3 เดือนที่ผ่านมา  ผมเริ่มรู้สึกว่า  ร้านอาหารที่มีอยู่หลายร้านต่างก็เริ่มมีคิว  เมื่อสั่งอาหารแล้วก็ต้องรอนานขึ้นกว่าที่อาหารจะมาเสิร์พ   นอกจากนั้น  ในช่วงเกือบบ่ายสองโมงซึ่งในอดีตมักจะเป็นช่วงที่ร้านมักจะว่างก็กลายเป็นว่าคนก็ยังเต็มร้านอยู่  นี่เป็นสัญญาณว่าคนชั้นกลางมีเงินมากขึ้น  และอาหารเป็นสิ่งแรกที่พวกเขาจะใช้เงินเพิ่ม&lt;br /&gt;สัญญาณที่สามที่ผมเห็นก็คือ  ห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่และหรูหรากลางเมือง  นี่คือสถานที่ที่ผมจะต้องเข้าไปซื้อหาสินค้าและอาหารเพื่อที่จะรับประทานตลอดสัปดาห์  ดังนั้น  ผมต้องเข้าไปจับจ่ายสินค้าและหา  “ความบันเทิง”  สัปดาห์ละครั้ง  และแน่นอน  ผมต้องสังเกตว่าอะไรเป็นอะไร   สิ่งแรกที่ผมเริ่มรู้สึกก็คือเรื่องที่จอดรถ   ก่อนหน้านี้การหาที่จอดรถก็ไม่ง่ายอยู่แล้ว   แต่ในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมานั้น  การหาที่จอดรถก็ยากขึ้นเรื่อย ๆ   บางวันต้องถูกปัดให้ไปจอดรถในจุดที่อยู่ใกล้เคียงเนื่องจากที่จอดรถเต็มเกินไป  สร้างความยุ่งยากให้กับผมที่ต้องขนอาหารจำนวนมากในแต่ละครั้ง   และนี่เป็นสัญญาณว่า  “คนรวย”  กำลังใช้จ่ายมากขึ้น&lt;br /&gt;ไม่ใช่เฉพาะห้างสรรพสินค้าหรูเท่านั้นที่ผมรู้สึกว่าคนมีรายได้สูงจะเข้าใช้บริการมากขึ้น  โรงพยาบาลเอกชนระดับสูงที่ผมใช้บริการอยู่เป็นประจำ  และผมต้องไปตรวจสุขภาพทุก 2-3 เดือน  ก็มีคนเข้าใช้บริการหนาตาขึ้นอย่างเห็นได้ชัด  เดี๋ยวนี้  การใช้บริการโรงพยาบาลเอกชนนั้นคงไม่ใช่แค่เป็นเรื่องของความเจ็บป่วยเพียงอย่างเดียว  แต่เป็นเรื่องที่เป็น “ทางเลือก” มากขึ้น   นั่นก็คือ  ถ้ามีรายได้ดีขึ้น  คนก็จะเลือกใช้บริการของโรงพยาบาลเอกชนมากขึ้น  ในขณะที่ถ้าเศรษฐกิจไม่ดีพวกเขาอาจจะไปโรงพยาบาลน้อยลง  ดังนั้น  นี่ก็เป็นอีกสัญญาณหนึ่งที่ผมเห็นในช่วงเร็ว ๆ  นี้&lt;br /&gt;สัญญานที่ผมเริ่มเห็นล่าสุด  และผมคิดว่ามันเป็นสัญญาณที่แรงมาก   มันเป็นสัญญาณที่ผมเคยเห็นเมื่อสมัยก่อนปี 2540 ที่เศรษฐกิจไทยยังเติบโตสูงมากก็คือ  “รถป้ายแดง”  ที่วิ่งอยู่ในท้องถนน   ในยุคนั้น  รถป้ายแดงที่วิ่งอยู่บนท้องถนนนั้นมีจำนวนมากจนเป็นที่สังเกตได้ชัดเจน  หลังจากวิกฤติเศรษฐกิจ  ยอดขายรถใหม่ก็ลดลงจนเราไม่รู้สึกว่ามีรถป้ายแดงเป็นเรื่องเป็นราวเป็นเวลานับสิบปี    จวบจนกระทั่งถึงในช่วงนี้ที่ผมรู้สึกว่ามีรถป้ายแดงมากขึ้นจนรู้สึกได้   รถป้ายแดงเป็นสัญญาณที่บอกว่าคนมีรายได้สูงและคนชั้นกลางระดับสูงมีความมั่นใจและมีเงินหรือมีปัญญาที่จะซื้อรถมาใช้ได้มากขึ้น  นั่นหมายความว่าเศรษฐกิจกำลังร้อนแรง  และก็คงเติบโตสูงมากอย่างที่มีการคาดกันว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้อาจจะโตถึงเกือบ 10% ได้&lt;br /&gt;สัญญานสุดท้ายที่ผมไม่ได้สัมผัสด้วยตนเองแต่ก็เริ่มมานานพอสมควรก็คือ  การซื้ออสังหาริมทรัพย์โดยเฉพาะคอนโดมิเนียม  นี่เป็นสัญญาณที่แรงมากในช่วงก่อนวิกฤติปี 2540  ที่มีการซื้อขายเก็งกำไรและราคาอสังหาริมทรัพย์ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว   แต่ในช่วงหลังนี้   อาจจะเป็นเพราะความต้องการบ้านจริง ๆ  ของคนไทยอาจจะไม่สูงมากเนื่องจากการเกิดที่น้อยลงและสต็อกบ้านเก่ามีมาก  ดังนั้น  สัญญาณทางด้านการซื้ออสังหาริมทรัพย์จึงไม่ชัดเจนนัก  อย่างไรก็ตาม  การซื้อบ้านและคอนโดก็อยู่ในระดับที่ดีมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา  และเป็นการแสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจไทยแข็งแรงดี  คนระดับกลางและสูงมีเงินและพร้อมที่จะซื้ออสังหาริมทรัพย์เพื่ออยู่อาศัยและลงทุนจำนวนมาก&lt;br /&gt;สัญญาณทั้งหลายที่กล่าวมาดูเหมือนว่าจะสอดคล้องและยืนยันอย่างชัดเจนว่า  เศรษฐกิจไทยในช่วงนี้ค่อนข้างจะดีมาก  และน่าจะดีต่อไปอย่างน้อยอีกระยะหนึ่ง  หน้าที่ของเราก็คือ  หาหุ้นที่จะได้ผลดีจากภาวะเศรษฐกิจแบบนี้  แน่นอน  กิจการจำนวนมากหรือส่วนใหญ่น่าจะได้รับประโยชน์   อย่างไรก็ตาม  ไม่ใช่ว่าทุกบริษัทจะต้องมีผลประกอบการดีขึ้น  ส่วนตัวผมเองนั้นคิดว่า  การที่เศรษฐกิจดีไม่ใช่เงื่อนไขของการเข้าลงทุน  มันเป็นเพียง  “โบนัส”  ที่ผมจะได้จาก&lt;strong&gt;การลงทุนในหุ้น&lt;/strong&gt;ของกิจการที่อยู่และเติบโตได้แม้ว่าเศรษฐกิจจะไม่ดี  เพราะผมคิดว่า  เศรษฐกิจปีนี้อาจจะดี   แต่ปีหน้าทุกอย่างอาจจะเปลี่ยนได้   สำหรับนักลงทุนระยะยาวแบบที่ถือหุ้นร้อยเปอร์เซ็นต์ตลอดชีวิต  ไม่มีอะไรสำคัญกว่า&lt;strong&gt;การลงทุน&lt;/strong&gt;ในบริษัทที่  “อยู่ได้ในทุกฤดูกาล”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;http://www.thaivi.com/2010/08/541/&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8660734772790158613-4241245380819227779?l=investor-amateur.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://investor-amateur.blogspot.com/feeds/4241245380819227779/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8660734772790158613&amp;postID=4241245380819227779' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8660734772790158613/posts/default/4241245380819227779'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8660734772790158613/posts/default/4241245380819227779'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://investor-amateur.blogspot.com/2010/08/blog-post_09.html' title='สัญญาณแห่งความรุ่งเรือง'/><author><name>wtnsc</name><uri>http://www.blogger.com/profile/03900776444125736964</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8660734772790158613.post-4658286408947050036</id><published>2010-08-07T19:33:00.003+07:00</published><updated>2010-08-07T19:43:15.442+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='การออม'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='การลงทุนในหุ้น'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='การลงทุน'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='การเงิน'/><title type='text'>การตัดสินใจครั้งสำคัญ</title><content type='html'>&lt;strong&gt;การตัดสินใจครั้งสำคัญ&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;โลกในมุมมองของ Value Investor August 16, 2009&lt;br /&gt;ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คนเราที่จะประสบความสำเร็จในชีวิตนั้น ผมคิดว่าอยู่ที่การตัดสินใจในเรื่องที่สำคัญมากไม่กี่เรื่อง และการตัดสินใจที่ถูกต้องในเรื่องนั้นนำไปสู่สิ่งที่ดี ๆ ทั้งหลายที่ตามมา เช่น รวยได้มากอย่างไม่น่าเชื่อ มีชื่อเสียงมากกว่าเพื่อนฝูงในแวดวงเดียวกัน หรือ มีความสุขมากขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ถ้าจะเรียกให้เป็นศัพท์แสงที่เป็นวิชาการหรือเท่หน่อย ผมอยากจะเรียกว่าเป็น Strategic Decision หรือการตัดสินใจในระดับยุทธศาสตร์ของชีวิต&lt;br /&gt;ว่าที่จริง Strategic Decision นั้น เป็นเรื่องที่สำคัญมากในเรื่องใหญ่อื่น ๆ เช่น ในเรื่องของธุรกิจนั้น การตัดสินใจออกผลิตภัณฑ์บางอย่างหรือการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์หรือกระบวนการในการทำงานบางอย่างที่สำคัญอาจจะเปลี่ยนแปลงภาพของบริษัทอย่างสิ้นเชิงและทำให้บริษัทประสบความสำเร็จอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนในขณะที่การตัดสินใจมากมายอื่น ๆ นั้น ไม่มีผลอะไรอย่างสำคัญกับตัวธุรกิจเลย&lt;br /&gt;ในเรื่องของหุ้นเอง วอเร็น บัฟเฟตต์ เคยพูดไว้ว่า เวลาจะลงทุนซื้อหุ้นแต่ละตัวนั้น ให้คิดว่าในชีวิตนี้เรามีสิทธิ์ที่จะซื้อได้เพียง 20 ตัว ดังนั้น เราก็จะต้องคิดหนักว่าเราจะซื้อตัวไหน เราจะต้องเลือกหุ้นที่มีความแข็งแกร่งสุดยอด มี “ป้อมค่ายและคูเมืองป้องกันข้าศึก” ที่ทนทานถาวร และกิจการจะต้องโตไปได้เรื่อย ๆ เป็นสิบ ๆ ปี ถ้าคิดได้ดังนี้ การซื้อหุ้นแต่ละตัวของเราก็จะไม่ค่อยพลาด และผลตอบแทนก็จะน่าประทับใจ อย่าตัดสินใจซื้อขายหุ้นมากมายไปเรื่อย ๆ เพราะสิ่งนี้มักจะไม่สร้างความแตกต่างให้กับชีวิตเรา เราควรตัดสินใจน้อยครั้งและเป็นครั้งสำคัญ ๆ เพราะนี่คือสิ่งที่จะทำให้เราประสบความสำเร็จใน&lt;strong&gt;การลงทุน&lt;/strong&gt; แน่นอน ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องซื้อหุ้นเพียง 20 ตัวในชีวิต แต่ผมเชื่อว่า อาจจะมีหุ้นเพียง 20 ตัวในชีวิตเท่านั้นที่สร้างความสำเร็จทั้งหมดใน&lt;strong&gt;การลงทุน&lt;/strong&gt;ของเรา ส่วนหุ้นอื่น ๆ อาจจะเป็นร้อย ๆ ตัวนั้น ไม่ได้สร้างความแตกต่างอะไรกับผล&lt;strong&gt;การลงทุน&lt;/strong&gt;ของเราเลย ดังนั้น เราไปซื้อทำไม?&lt;br /&gt;ในความคิดของผม ในชีวิตของคนเรานั้น มีจุดหรือช่วงเวลาสำคัญที่เราจะต้องตัดสินใจแบบ Strategic Decision ไม่กี่เรื่องหรือไม่กี่ครั้ง ถ้าตัดสินใจถูก เราอาจจะ “สบายไปตลอด” หรือ “ประสบความสำเร็จงดงามไปเรื่อย ๆ” หรือ “มีความสุขมาก” ไปอีกนาน ปัญหาที่พบก็คือ คนจำนวนมากไม่รู้หรือไม่เข้าใจว่าเรื่องไหนเป็นเรื่องที่เป็น “การตัดสินใจครั้งสำคัญของชีวิต” ดังนั้น เขาไม่ได้ให้เวลาหรือให้การพิจารณาหรือวิเคราะห์อย่างเพียงพอ บางทีเขาก็อาจจะใช้อารมณ์ในการตัดสินใจมากกว่าเหตุผล ผลที่ตามมาก็คือ มันเป็นการตัดสินใจที่แย่และเขาก็ต้องรับกับความเลวร้าย หรือความสำเร็จพื้น ๆ ไปตลอดไม่ว่าจะพยายามทำงานหรือต่อสู้มากแค่ไหน&lt;br /&gt;การตัดสินใจครั้งสำคัญในชีวิตนั้น ถ้าจะไล่ลำดับตามช่วงอายุของคนก็น่าจะรวมถึง การศึกษา ซึ่งผมคิดว่าการเลือกสาขาที่เรียนนั้นเป็นเรื่องสำคัญมาก แน่นอน ถ้าเป็นเด็กที่มี “พรสวรรค์” ในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เขาก็ควรเลือกเรียนในแนวนั้น แต่ถ้าไม่รู้ว่ามีพรสวรรค์ด้านไหน การเลือกเรียนในบางสาขาอาจจะทำให้ชีวิตในอนาคตดีขึ้นมาก ดังนั้น อย่าปล่อยให้ “คะแนนสอบ” เป็นตัวกำหนดสาขาที่เราจะเรียน&lt;br /&gt;การแต่งงานเป็น Strategic Decision ที่สำคัญสุดยอดอีกเรื่องหนึ่ง เพราะความสุขและการประสบความสำเร็จในชีวิตขึ้นอยู่กับคู่ของเรามาก ดังนั้น อย่าปล่อยให้ “พรหมลิขิต” มากำหนดว่าเราจะแต่งงานกับใคร เราควรจะต้อง “แสวงหา” โดยการให้เวลากับการเรียนรู้กับคนที่เราคิดว่ามีโอกาสที่เราจะต้องใช้ชีวิตด้วยกันยาวนาน บางคนบอกว่าอยากปล่อยให้เป็นไป “ตามธรรมชาติ” เขามักใช้เวลาไปกับ “งาน” ที่ ไม่ใช่ Strategic Decision ดังนั้น เขาอาจจะมีผลงานที่ดีในสายตาจ้าวนาย แต่เขาอาจจะได้คู่ที่ไม่เหมาะสมหรืออาจจะไม่มีคู่เลย ผลก็คือ ชีวิตนี้อาจจะทำงานแทบตายแต่ไม่มีความสุขและมีเงินน้อยมาก ในขณะที่อีกคนหนึ่งได้เศรษฐีนิสัยดีเป็นคู่ ซึ่งทำให้ชีวิตมีความสุขและมีเงินเหลือล้นโดยที่ไม่ต้องดิ้นรนอะไรมากนัก&lt;br /&gt;งานที่ทำ ว่าที่จริงต้องพูดว่าสายงานที่เลือกทำเป็น Strategic Decision เลือกงานผิด ทำงานในธุรกิจหรืออุตสาหกรรมที่ไม่โตและมีแนวโน้มค่อย ๆ ตกต่ำลง อนาคตเราไม่ค่อยมีทางที่จะ “รุ่ง” ไม่ว่าเราจะพยายามแค่ไหน มันคงเหมือนการ “ว่ายทวนน้ำ” ที่จะไปได้ช้ามาก ดังนั้น ก่อนสมัครงาน คิดเสียก่อนว่าอนาคตของอุตสาหกรรมเป็นอย่างไร ถ้าอุตสาหกรรมอยู่ในช่วงที่กำลังตกต่ำลงอย่างถาวร อย่าเข้าไปจะดีกว่า อย่าลืมว่า เราไม่ได้เป็น “ฮีโร่” แม้ว่าเราจะสามารถช่วยคนที่กำลังตายให้มีอายุยืดไปได้อีกหน่อยหนึ่ง&lt;br /&gt;สุดท้ายก็คือ การเลือกว่าเราจะมีความเชี่ยวชาญในเรื่องไหนเป็นพิเศษ อะไรคือตัวตนของเราจริง ๆ ในชีวิต พูดง่าย ๆ เราอยากให้คนจดจำว่าเราเป็นใครหรือเป็นคนอย่างไรเมื่อเราตายไปแล้ว นี่เป็นเรื่องที่อาจจะทำได้ยากพอสมควรทีเดียว เพราะประเด็นก็คือ มันเป็นเรื่องที่ใช้เวลามากในการทำหรือในการสร้างผลงาน มันต้องอาศัยการวิเคราะห์จุดอ่อนจุดแข็งของเราก่อน เสร็จแล้วก็ต้องเลือกว่าเราจะเป็นอะไร หลังจากนั้นเราก็ต้องเริ่มทำและทำไปเรื่อย ๆ อาจจะเป็นสิบ ๆ ปีก่อนที่เราจะบรรลุถึงสิ่งที่เราตั้งธงไว้ ดังนั้น Strategic Decision เรื่องนี้จึงต้องพยายามทำตั้งแต่อายุน้อยที่สุดที่จะทำได้ ยิ่งเราค้นพบได้เร็วเท่าไรก็มีโอกาสมากขึ้นเท่านั้นที่เราจะประสบความสำเร็จ&lt;br /&gt;ผมคงจบบทความนี้ไม่ได้ถ้าไม่ได้พูดว่า &lt;strong&gt;การลงทุนในหุ้น&lt;/strong&gt;นั้น เป็น Strategic Decision ที่สำคัญสำหรับคนจำนวนมากที่ต้องการจะมีความมั่งคั่งทางการเงิน ดังนั้น การเรียนรู้เกี่ยวกับหุ้นและตลาดหุ้นนั้น มีความสำคัญมาก อย่าปล่อยให้ความกลัวในเรื่อง “ความเสี่ยง” กำหนดการลงทุนของเรา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;http://www.thaivi.com/2009/08/12/&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8660734772790158613-4658286408947050036?l=investor-amateur.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://investor-amateur.blogspot.com/feeds/4658286408947050036/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8660734772790158613&amp;postID=4658286408947050036' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8660734772790158613/posts/default/4658286408947050036'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8660734772790158613/posts/default/4658286408947050036'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://investor-amateur.blogspot.com/2010/08/blog-post_4601.html' title='การตัดสินใจครั้งสำคัญ'/><author><name>wtnsc</name><uri>http://www.blogger.com/profile/03900776444125736964</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8660734772790158613.post-5608112865648676181</id><published>2010-08-07T19:23:00.003+07:00</published><updated>2010-08-07T19:28:35.349+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='การลงทุนในหุ้น'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='การลงทุน'/><title type='text'>เดินสุ่มในวอลสตรีท</title><content type='html'>&lt;strong&gt;เดินสุ่มในวอลสตรีท&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;โลกในมุมมองของ Value Investor August 23, 2009&lt;br /&gt;ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าจะหาหนังสือ&lt;strong&gt;การลงทุน&lt;/strong&gt; 10 เล่มที่เราควรอ่านก่อนที่เราจะลงทุนอย่างจริงจังหรือก่อนที่เราจะเป็นเซียนได้นั้น  นี่คือหนังสือที่ผมคิดว่าเป็นเล่มที่ดีที่สุดเล่มหนึ่ง  และมันอยู่ในระนาบเดียวกับหนังสือคลาสสิคอื่น ๆ  เช่น  The Intelligent Investor และ Common Stocks and Uncommon Profits  สิ่งที่แปลกออกไปก็คือ  นี่ไม่ใช่หนังสือที่บอกวิธีการเลือกหุ้นที่จะทำให้เรารวยหรือได้ผลตอบแทนสูงกว่าปกติ  ตรงกันข้าม  มันพยายามจะบอกเราว่า  วิธีการเลือกหุ้นที่จะทำให้เราชนะได้อย่างต่อเนื่องยาวนานนั้น  “ไม่มี”   มันช่วยเตือนให้เราตระหนักว่า  &lt;strong&gt;การลงทุน&lt;/strong&gt;ที่จะให้ได้ผลตอบแทนดีกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์นั้นทำไม่ได้หรือทำได้ยากมาก  ที่ยิ่งทำให้เรา  “หมดหวัง”  ไปกว่านั้นก็คือ  ข้อเขียนและเนื้อหาต่าง ๆ  ที่กล่าวไว้ในหนังสือนั้น  อิงอยู่กับการศึกษาของนักวิชาการชั้นนำระดับโลกทั้งสิ้น   และนี่คือหนังสือชื่อ  The Random Walk Down Wall Street  แปลเป็นไทยก็คือ  “เดินสุ่มในวอลสตรีท”  เขียนโดย Burton G. Malkiel ซึ่งตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1973  หรือกว่า 35 ปีมาแล้ว  แต่ยังมีการปรับปรุงและพิมพ์ขายใหม่มาตลอด&lt;br /&gt;เนื้อหาหลักของ  “Random Walk” นั้นพูดถึงทฤษฎี&lt;strong&gt;การลงทุน&lt;/strong&gt;ว่ามีอยู่ 2 กลุ่มใหญ่ ๆ  คือ  กลุ่มแรกที่เชื่อว่าราคาหุ้นนั้นเป็นเรื่องของจิตวิทยาของนักลงทุนเป็นหลัก  โดยที่พื้นฐานของกิจการนั้นมีผลเพียงแค่ 10-20%  กลุ่มนี้  ถูกเรียกว่ากลุ่ม  “วิมานในอากาศ” หรือ  Castle-in-the Air Theory  อีกกลุ่มหนึ่งคือกลุ่มที่เชื่อว่าราคาหุ้นนั้นขึ้นอยู่กับพื้นฐานของกิจการเป็นหลักในขณะที่จิตวิทยานั้น  ถ้าจะมีผลก็ไม่เกิน 10-20% เช่นกัน  เรียกกลุ่มนี้ว่ากลุ่ม  “พื้นฐานของกิจการ”  หรือ  Firm-Foundation Theory  โดยกลุ่มแรกนั้น  คนที่เชื่อก็จะใช้เครื่องมือที่จะสามารถ  “จับกระแสหรือจิตวิทยา” ของนักลงทุนเพื่อที่จะนำมาใช้ในการซื้อหรือขายหุ้นที่จะทำให้ได้กำไร  เครื่องมือหลักอย่างหนึ่งก็คือ  เส้นกราฟของราคาหุ้นแต่ละตัวและดัชนีตลาดรวมถึงปริมาณการซื้อขายของหุ้นด้วย   ส่วนการวิเคราะห์ที่ใช้ก็คือ  “การวิเคราะห์ทางเทคนิค”&lt;br /&gt;กลุ่มที่สองนั้น  คนที่เชื่อก็จะใช้  “ข้อมูลพื้นฐาน” ของกิจการ  เช่น  ยอดขาย  กำไร  การเติบโตของเงินปันผลและฐานะทางการเงินของกิจการ  มาพิจารณาและคำนวณหา  “มูลค่าที่แท้จริง”  หรือที่เรียกว่า  Intrinsic Value ของหุ้น  เพื่อที่จะพิจารณาว่าราคาหุ้นในตลาดนั้นสูงหรือต่ำกว่า  ถ้าราคาหุ้นในตลาดต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง  เขาก็ซื้อ  เพราะเขาเชื่อว่าในที่สุดราคาตลาดจะต้องวิ่งไปหาราคาที่แท้จริงเสมอ   และคนที่เชื่อในทฤษฎีนี้ก็คือพวกนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ทั้งหลาย  ซึ่งแน่นอน  รวมถึง  Value Investor ด้วย&lt;br /&gt;แต่ Malkiel บอกว่าราคาหุ้น  โดยเฉพาะในช่วงสั้น ๆ  นั้น  “คาดไม่ได้”  และ “ไม่มีแบบแผน”  มันเหมือนกับคนเมาที่  “เดินสุ่ม”  นั่นคือ  เขาจะเดินมาอย่างไรก็ตาม  แต่ก้าวต่อไปของเขานั้นไม่รู้ว่าจะไปซ้ายหรือขวา  หน้าหรือหลัง  ไม่มีใครรู้  ดังนั้น  ไม่ว่าคุณจะใช้เท็คนิคอะไรก็ไม่ได้ผล   ในบางครั้งบางคราวก็ดูเหมือนว่ามีเท็คนิคบางอย่างสามารถนำมาใช้ทำกำไรจากการซื้อขายหุ้นได้  แต่ผ่านไปสักพักเมื่อมีคนรู้นำมาใช้มากขึ้น  เท็คนิคนั้นก็ใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไป&lt;br /&gt;พื้นฐานหลักที่ทำให้เราไม่สามารถเอาชนะตลาดหรือทำกำไรได้มากกว่าปกติไม่ว่าจะใช้เท็คนิคอะไรนั้น  Malkiel บอกว่าเป็นเพราะตลาดหุ้นนั้น   “มีประสิทธิภาพ”  ในการที่จะปรับราคาหุ้นให้สะท้อนถึงพื้นฐานและข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับกิจการหรือหุ้นได้รวดเร็วมาก  และโดยเฉลี่ยแล้วราคาหุ้นก็ปรับตัวได้ถูกต้องตามที่ควรจะเป็น   นั่นหมายความว่า  บางครั้งราคาหุ้นก็  “ผิด”  ไปจากที่ควรจะเป็นเหมือนกัน  เช่น  ราคาอาจจะสูงเกินไป  หรือบางช่วงราคาก็อาจจะต่ำเกินไป   แต่ในไม่ช้ามันก็สามารถปรับให้ราคาเข้ามาใกล้เคียงกับที่มันควรเป็น  พูดง่าย ๆ  ตลาดหุ้นคอยปรับให้ราคาหุ้นมีราคาโดยเฉลี่ยแล้วเหมาะสมอยู่เสมอ  อย่าพยายามหา  “ราคาที่เหมาะสม” ในทางทฤษฎีหรือทางจิตวิทยาเลย&lt;br /&gt;ด้วยแนวความคิดและความเชื่อในเรื่องของความมีประสิทธิภาพของตลาดและเรื่องการ “เดินสุ่ม”  ของราคาหุ้นดังกล่าว  Malkiel จึงคิดว่าเราไม่ควรเลือกซื้อขายหุ้นเอง   เพราะทำไปก็ไม่มีประโยชน์และต้องเสียค่าคอมมิชชั่นสูง  แต่หุ้นนั้น โดยเฉลี่ยในระยะยาวแล้วให้ผลตอบแทนที่ดี   ดังนั้นเขาได้เสนอกลยุทธ์ใน&lt;strong&gt;การลงทุน&lt;/strong&gt;ต่าง  ๆ  ที่นักลงทุนควรทำ  เช่น  &lt;strong&gt;การลงทุน&lt;/strong&gt;ในกองทุนรวมหุ้นที่อิงดัชนีตลาด  ซึ่งช่วยลดต้นทุนใน&lt;strong&gt;การลงทุน&lt;/strong&gt;ลง  และการใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีที่รัฐมอบให้  อย่างกรณีของไทยก็คงคล้ายกับ&lt;strong&gt;การลงทุน&lt;/strong&gt;ในกองทุน  RMF และ  LTF  เป็นต้น&lt;br /&gt;นอกจากทฤษฎี&lt;strong&gt;การลงทุน&lt;/strong&gt;และแนวความคิดหลักของหนังสือแล้ว   สิ่งที่ทำให้หนังสือเล่มนี้มีคุณค่าโดยเฉพาะสำหรับ  Value Investor ก็คือ  มันเป็นหนังสือที่  “เล่าประวัติศาสตร์”  &lt;strong&gt;การลงทุน&lt;/strong&gt;ย้อนหลังไปยาวนานมากได้อย่างยอดเยี่ยม   ไม่ใช่ประวัติศาสตร์ของบุคคล   แต่เป็นประวัติศาสตร์ของตลาดและแนวความคิด&lt;strong&gt;การลงทุน&lt;/strong&gt;เป็นยุค ๆ  ที่ค่อนข้างสมบูรณ์และทุกอย่างมีวิชาการประกอบ  แต่ขณะเดียวกันเป็นหนังสือที่อ่านได้ไม่ยากสำหรับบุคคลธรรมดาที่ไม่ได้เรียนมาทางสายการเงินโดยตรง   สำหรับผมแล้ว  มันเป็นหนังสือคลาสสิคที่อ่านแล้ว  “ไม่หลับง่าย”  เหมือนหนังสือคลาสสิคหลาย ๆ  เล่ม&lt;br /&gt;นักลงทุนโดยเฉพาะ   Value Investor ที่ประสบความสำเร็จสูงหลายราย  อาจจะมี  “อคติ”  กับแนวความคิดที่ว่า  “ไม่มีใครสามารถสร้างผลตอบแทนเหนือกว่าปกติได้”  ในหนังสือเล่มนี้และพลอยทำให้ไม่อยากอ่าน   เพราะเขาอาจคิดว่าตัวเองสามารถทำกำไรมหาศาลได้ด้วยการวิเคราะห์และลงทุนแบบ  Value Investment   ดังนั้น  หนังสือเล่มนี้คงจะ  “ผิด”  และเป็นเรื่องของนักวิชาการบนหอคอยงาช้างที่ไม่เข้าใจโลกที่เป็นจริง   ข้อนี้ผมคิดว่าต้องคิดใหม่  อย่าลืมว่าคนที่เขียนหนังสือเล่มนี้  นอกจากเป็นนักวิชาการแล้ว  เขายังเป็นผู้บริหารระดับสูงมากในธุรกิจการเงินและ&lt;strong&gt;การลงทุน&lt;/strong&gt;ด้วย  เหนือสิ่งอื่นใด  VI ที่ดีนั้น  ต้องเปิดกว้างรับความเห็นที่เป็นประโยชน์   รวมทั้งจากคนที่  “มองต่าง”  ด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;http://www.thaivi.com/2009/08/34/&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8660734772790158613-5608112865648676181?l=investor-amateur.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://investor-amateur.blogspot.com/feeds/5608112865648676181/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8660734772790158613&amp;postID=5608112865648676181' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8660734772790158613/posts/default/5608112865648676181'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8660734772790158613/posts/default/5608112865648676181'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://investor-amateur.blogspot.com/2010/08/blog-post_07.html' title='เดินสุ่มในวอลสตรีท'/><author><name>wtnsc</name><uri>http://www.blogger.com/profile/03900776444125736964</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8660734772790158613.post-2007499357952692655</id><published>2010-08-07T19:13:00.004+07:00</published><updated>2010-08-07T19:21:31.698+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='การออม'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='การลงทุน'/><title type='text'>บ้าน VI</title><content type='html'>&lt;strong&gt;บ้าน VI&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;โลกในมุมมองของ Value Investor August 31, 2009&lt;br /&gt;ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บ้านคือวิมานของเรา…  นั่นคือเริ่มต้นของเนื้อร้องของเพลงเกี่ยวกับบ้านที่คนรุ่นเก่ามักจะจำและร้องได้  มันสะท้อนให้เห็นถึงความรู้สึกของคนต่อบ้านที่พักอาศัยว่า  บ้านนั้นเป็น  “ความฝัน”  ที่ทุกคนอยากมี  และไม่ใช่แค่อยากมี   แต่อยากมีบ้านที่ใหญ่และสวยที่สุดที่เขามีปัญญาจะซื้อได้   ดังนั้น  บ้านจึงมักเป็นทรัพย์สินชิ้นใหญ่ที่คนต้องทุ่มเทเงินออมรวมทั้งรายได้จำนวนมากลงไปเพื่อที่จะได้มี  “บ้านในฝัน”  ที่ต้องการ   สำหรับคนจำนวนมาก   การผ่อนบ้านเป็นรายจ่ายประจำเดือนที่สูงมากจนทำให้ไม่เหลือเงินเก็บเพื่อ&lt;strong&gt;การลงทุน&lt;/strong&gt;อย่างอื่นเลย   แต่เขาก็มักจะไม่กังวลอะไรนัก   เพราะสำหรับเขา   การซื้อบ้านก็คือ&lt;strong&gt;การลงทุน&lt;/strong&gt;ที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่ง   และถ้าจะว่าไป  บ้านนั้น  ราคาแทบจะไม่เคยตกลงเลย   ดังนั้น  การซื้อบ้านจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด&lt;br /&gt;ก่อนที่จะเป็น Value Investor  ผมเองก็คิดอย่างนั้น   ว่าที่จริงผมเคยซื้อบ้านหรูใหญ่โตอยู่นอกเมืองและต้องจ่ายเงินก้อนใหญ่มากเมื่อเทียบกับความมั่งคั่งส่วนตนในขณะนั้นเพื่อที่จะเป็นเงินดาวน์   และต้องผ่อนค่างวดให้กับสถาบันการเงินคิดเป็นรายจ่ายต่อเดือนที่สูงเมื่อเทียบกับเงินเดือนของตนเอง   ผมซื้อทั้ง ๆ  ที่มีบ้านหลังเล็ก ๆ ของแม่ยายที่ผมอาศัยอยู่แล้วกลางใจเมืองโดยที่ไม่ต้องซื้อหรือเช่า   บ้านหรูหลังนั้นผมไม่เคยได้เข้าอยู่อาศัยเลยเพราะมัน  “ไม่มีความสะดวก”  เลย  เนื่องจากมัน  “ไกล”  และ “ใหญ่”  เกินไป   ผมปล่อยบ้านให้เช่าในราคาที่  “ไม่คุ้มค่า”  อยู่หลายปี&lt;br /&gt;หลังจากที่เป็น VI แล้ว  ผมก็เห็นว่าบ้านหลังนั้นคงจะไม่ใช่  “วิมาน”  อีกต่อไป   และโอกาสที่จะย้ายเข้าไปอยู่ในระยะเวลาอันใกล้ก็คงมีน้อย    ในที่สุดผมก็ขายมันไปและนำเงินมาลงทุนในหุ้น   ราคาขายบ้านที่ลงทุนมานับสิบปีแทบจะไม่มีกำไร   แต่เงินที่ได้รับและนำมาลงทุนในหุ้นนั้น   หลังจากผ่านไป 6-7 ปีเติบโตขึ้นมาก   และถ้าผมขายหุ้นและนำกลับไปซื้อบ้านในเวลานี้  ผมอาจจะซื้อบ้านแบบเดียวกันได้ 2 หลัง   แต่ผมก็คงไม่ทำ  ผมมีบทเรียนแล้ว   ถ้าผมจะซื้อบ้านใหม่  ผมจะคิดอีกแบบหนึ่ง   และต่อไปนี้คือคำแนะนำสำหรับ  VI  โดยเฉพาะคนหนุ่มสาวที่กำลังคิดจะซื้อบ้าน&lt;br /&gt;ข้อแรกก็คือ  ถ้ายังมีบ้านอยู่   เช่นอาศัยอยู่กับพ่อแม่และไม่ได้มีปัญหาเดือดร้อนหรือหนักอกหนักใจหรืออึดอัดใจอะไร   ก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องรีบหาซื้อบ้าน   อย่ากลัวว่าถ้าไม่ซื้อในวันนี้แล้วราคาบ้านจะขึ้นไปสูงจนไม่มีปัญญาที่จะซื้อได้ในอนาคต   เพราะราคาบ้านที่อยู่อาศัยนั้น   โดยทั่วไปราคาจะปรับตัวขึ้นไปช้า   โดยเฉลี่ยไม่น่าจะสูงกว่าเงินเฟ้อมากนักและไม่น่าจะเกินปีละ 3 – 4%  ต่อปีโดยเฉลี่ย    ในทางตรงกันข้าม   การมีบ้านนั้น   ทำให้รายจ่ายตามมา   บ้านยิ่งใหญ่ก็ยิ่งมีรายจ่ายมาก   และการมีรายจ่ายมากนั้นทำให้ความมั่งคั่งลดลง   และโอกาสที่จะนำเงินไปลงทุนที่ให้ผลตอบแทนดีกว่าก็จะหายไป   ดังนั้น  ข้อแนะนำของผมก็คือ   “พยายามอยู่บ้านฟรีหรือมีค่าใช้จ่ายน้อยให้ยาวนานที่สุด”&lt;br /&gt;ข้อสอง  ถ้าจะซื้อบ้าน   หลักเกณฑ์การเลือกนั้นต้องเน้นว่า  บ้านนั้นต้อง  “อย่าไกล”  หรือห่างจากที่ทำงานหรือสถานที่ที่คนในครอบครัวต้องเดินทางไปทุกวันมาก    เพราะการเสียเวลาเดินทางทุกวันนั้น   เป็นต้นทุนที่สูงมากทั้งในด้านของเงินค่าเดินทาง   การเสียโอกาสในการทำงานหารายได้   และเรื่องของสุขภาพกายใจ   ดังนั้น   ทำเลของบ้านจึงเป็นหัวใจสำคัญที่สุดของการเลือกบ้าน    และในกรณีที่เราเลือกคอนโดแทนที่จะเป็นบ้านเดี่ยว  เราควรเลือกคอนโดที่อยู่ใกล้สถานีรถไฟฟ้าทั้งใต้ดินหรือบนดิน   โดยที่คำว่าใกล้นั้น   ควรจะไม่เกิน 500 เมตร  อย่าเลือกที่ระยะทาง  “แค่หนึ่งกิโลเมตรจากสถานี”  เพราะถ้าเราต้องเดินทุกวัน   ค่าเสียเวลาต่อเดือนหรือต่อปีจะสูงมาก&lt;br /&gt;ข้อสาม  ซื้อบ้านขนาดที่  “พอดีใช้”  นั่นคือมีจำนวนห้องที่เหมาะสมกับสมาชิกในปัจจุบันและอนาคต    เช่น  ถ้ามีสามี  ภรรยา  และลูกอีกสองคน   ก็เอาแค่  3  ห้องนอนและอาจจะมีห้องทำงานเล็ก ๆ  อีกหนึ่งห้องก็พอแล้ว   การมีบ้านที่ใหญ่เกินความจำเป็นนั้น   จะทำให้เราต้องลงเงินไปมากในช่วงที่ซื้อและหลังจากนั้นก็จะมีค่าใช้จ่ายในการดูแลที่จะตามมาตลอดโดยที่เราอาจจะไม่ได้ผลตอบแทนอะไรเลย   การมีบ้านใหญ่เกินความจำเป็นยังมักจะทำให้เราต้องจ่ายเงินซื้อของเข้าบ้านมากขึ้นโดยไม่จำเป็นด้วย   นี่คือความจริงที่หลายคนอาจจะไม่ได้ตระหนัก   แต่ประสบการณ์การมีบ้านเล็กนั้นทำให้ผมพบว่า   เราไม่สามารถซื้อเครื่องใช้หรืออุปกรณ์หลาย ๆ  อย่างได้ด้วยเหตุผลประการเดียวก็คือ   “มันไม่มีที่จะวาง”   ดังนั้น  การมีบ้านขนาดพอดีใช้จะทำให้เราประหยัดเงินในระยะยาวอีกมาก&lt;br /&gt;ข้อคิดสุดท้ายสำหรับการซื้อบ้านของผมก็คือ  อย่าพยายามสร้าง   “สาธารณูปโภค”   เช่น  สระว่ายน้ำหรือสวน  ขึ้นใช้เองในบ้าน   เพราะมันแพงมากและการดูแลรักษาก็ทำได้ยากและต้นทุนสูง   ควรเลือกบ้านที่อยู่ใกล้สาธารณูปโภคที่เราต้องการใช้ซึ่งเป็นของรัฐหรือของคนอื่นที่เราสามารถหาซื้อได้เมื่อเราต้องการใช้จริง    ด้วยเหตุนี้   บ้านที่อยู่ใกล้สวนสาธารณะที่เราสามารถพักผ่อนออกกำลังกายได้ทุกวันโดยไม่เสียเวลาเดินทางและไม่เสียเงินจึงเป็นบ้านที่มีคุณค่าสูงและเราอาจจะต้องยอมจ่ายแพงขึ้นได้  และนี่ก็เป็นการเลือกบ้านแบบ VI อีกข้อหนึ่ง&lt;br /&gt;ทั้งหมดนั้นก็เป็นเพียงข้อพิจารณาบางประการที่ VI ที่กำลังคิดที่จะซื้อบ้านจะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ   การซื้อบ้านนั้น  เป็นการตัดสินใจที่สำคัญที่จะส่งผลกระทบต่อความมั่งคั่งและความสุขในระยะยาว  ดังนั้น เราต้องให้เวลาในการเสาะแสวงหาและจะต้องไม่รีบร้อนถ้าเราต้องการบ้านที่เป็น  “วิมาน” จริง ๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;http://www.thaivi.com/2009/08/39/&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8660734772790158613-2007499357952692655?l=investor-amateur.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://investor-amateur.blogspot.com/feeds/2007499357952692655/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8660734772790158613&amp;postID=2007499357952692655' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8660734772790158613/posts/default/2007499357952692655'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8660734772790158613/posts/default/2007499357952692655'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://investor-amateur.blogspot.com/2010/08/vi.html' title='บ้าน VI'/><author><name>wtnsc</name><uri>http://www.blogger.com/profile/03900776444125736964</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8660734772790158613.post-3760478095259464595</id><published>2010-08-05T17:55:00.003+07:00</published><updated>2010-08-05T18:01:42.668+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='การลงทุนในหุ้น'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='การลงทุน'/><title type='text'>ปีทอง</title><content type='html'>&lt;strong&gt;ปีทอง&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;โลกในมุมมองของ Value Investor July 25, 2009&lt;br /&gt;ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ชีวิตของคนเรานั้นมีช่วงที่ดี แย่ แย่มาก และดีมาก อาชีพของคนบางประเภทมักจะมีช่วงที่ดีและแย่แตกต่างกันมาก ตัวอย่างเช่น นักแสดงนักร้องและนักกีฬาอาชีพนั้น ช่วงที่ดีมากของนักแสดงก็คือช่วงที่มีงานแสดงเข้ามามาก มีหนังหรือละครที่เป็นที่นิยมคนดูติดกันงอมแงม และหลังจากนั้นก็ตามมาด้วยงานการถ่ายแบบโฆษณาซึ่งทำรายได้มากมหาศาล ถ้าเป็นนักร้องหรือนักกีฬาก็เป็นช่วงที่เพลงติดชาร์ทหรือเป็นช่วงที่แข่งชนะในรายการสำคัญ ๆ ซึ่งมักจะตามมาด้วยชื่อเสียงและสุดท้ายก็คือโฆษณาซึ่งเป็นรายได้ที่สำคัญมาก นอกจากเรื่องของเงินและชื่อเสียงแล้ว ความรู้สึกที่ดีในการเป็นคนที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางก็มักทำให้เจ้าตัวมีความสุขด้วย ช่วงเวลาที่ดีมาก ๆ ดังกล่าวนั้น ถ้าจะให้เรียกอย่างที่พูดแล้วเข้าใจได้ทันทีก็คือ เป็น “ปีทอง”&lt;br /&gt;ชีวิตนักลงทุนเองก็เป็นชีวิตที่มีขึ้นมีลงคล้ายกับชีวิตของพวกนักแสดงเหมือนกันนั่นก็คือ ช่วงที่ขึ้นอาจจะดีมาก ในขณะที่ช่วงตกต่ำก็ย่ำแย่มากได้เช่นเดียวกัน ความแตกต่างอาจจะมีบ้างที่นักลงทุนนั้นมีชีวิตที่ยาวกว่านักแสดงหรือนักกีฬา นอกจากนั้น นักลงทุนไม่ได้ถูกกำหนดโดย “ช่วงเวลาทอง” หรือช่วงเวลาที่ชีวิตมีศักยภาพสูงสุดในการสร้างความสำเร็จอย่างนักแสดงหรือนักกีฬา พูดง่าย ๆ นักลงทุนอาจจะมี “ปีทอง” ไปได้เรื่อยจนกว่าชีวิตจะหมดสมรรถภาพ ในขณะที่นักแสดงและนักกีฬามักจะมีโอกาสทำได้ดีในช่วงที่ยังเป็นหนุ่มสาวเท่านั้น มาดูกันว่า สำหรับนักลงทุนแล้ว อะไรเป็นตัวที่กำหนดว่าปีไหนเป็น “ปีทอง” ของ&lt;strong&gt;การลงทุน&lt;/strong&gt;หรือของชีวิตของเขา&lt;br /&gt;ในความเห็นของผม เงื่อนไขของการที่จะเป็น “ปีทอง” ของนักลงทุนนั้น ข้อแรก ปีนั้นเขาควรจะได้ผลตอบแทนสูงมาก ตัวเลขของแต่ละคนอาจจะต่างกันได้ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น เรื่องขนาดของพอร์ตโฟลิโอ การกระจายการถือครองหุ้นหรือทรัพย์สิน เป็นต้น แต่โดยทั่วไปผมคิดว่า Value Investor ผู้มุ่งมั่นควรได้ผลตอบแทนรวมของ&lt;strong&gt;การลงทุน&lt;/strong&gt;ไม่ต่ำกว่า 50% และนี่อาจจะเป็นข้อจำกัดในระดับหนึ่งเหมือนกันว่า “ปีทองของนักลงทุน” คนหนึ่งนั้น มักจะเกิดขึ้นในช่วงที่เป็น “ปีทองของตลาดหุ้น” เพราะว่าในช่วงที่ตลาดหุ้นดีมาก โอกาสก็สูงที่เราจะทำผลตอบแทนได้ดีมากเช่นเดียวกัน แต่นี่ก็ไม่เสมอไป บางทีเราอาจจะทำได้ดีในช่วงที่ตลาดไม่ดีก็ได้ หรือในช่วงที่ตลาดดี เราก็อาจจะทำได้ไม่ใคร่ดีก็ได้&lt;br /&gt;เงื่อนไขข้อสอง ซึ่งที่จริงก็ต่อมาจากข้อแรกก็คือ ปีทองควรเป็นปีที่เราทำได้ดีมากและเราต้องพอใจกับผลงาน&lt;strong&gt;การลงทุน&lt;/strong&gt;ของเราด้วย ดังนั้น เราควรสร้างผลตอบแทนรวมได้สูงกว่าผลตอบแทนของตลาดหลักทรัพย์ในปีนั้น และคำว่าผลตอบแทนรวมของเรานั้น ผมหมายถึงผลตอบแทนเฉลี่ยของพอร์ตทรัพย์สินที่มีสภาพคล่องทั้งหมดของเราซึ่งรวมถึงเงินฝากและพันธบัตรหรือหน่วยลงทุนต่าง ๆ ของเราด้วย ดังนั้น ปีทองของ&lt;strong&gt;การลงทุน&lt;/strong&gt;ของเราแทบจะเกิดไม่ได้เลยถ้าเงินส่วนใหญ่ของเราถูกฝากอยู่ในธนาคารที่ให้ผลตอบแทนต่ำมาก&lt;br /&gt;เงื่อนไขข้อสาม พอร์ตทรัพย์สินสภาพคล่องของเราควรจะอยู่ที่จุดสูงสุดหรือ “All Time High” นั่นก็คือ เป็นช่วงเวลาที่ความ “มั่งคั่ง” ของเราสูงสุดเมื่อเทียบกับช่วงที่ผ่านมา เงื่อนไขข้อนี้มีขึ้นเพื่อที่จะตัดความลำเอียงที่จะเกิดขึ้นในกรณีที่ปีที่ผ่านมาพอร์ตเราอาจจะตกลงไปเยอะมากและผลตอบแทนในปีปัจจุบันอาจจะดีขึ้นมากแต่ก็ยังไม่สามารถ “ชดเชย” การขาดทุนในปีที่ผ่าน ๆ มาได้ ลักษณะเช่นนี้ เรายังไม่ควรเรียกว่าเป็นปีทอง เพราะคำว่าปีทองนั้นควรเป็นปีที่เรา “ร่ำรวยที่สุด” เมื่อเทียบกับอดีตที่ผ่านมา&lt;br /&gt;เงื่อนไขข้อสี่ ความมั่งคั่งโดยรวมของพอร์ต&lt;strong&gt;การลงทุน&lt;/strong&gt;ของเราควรจะเพิ่มขึ้นมากพอที่จะเรียกว่ามาก จำนวนเท่าไรคงบอกไม่ได้ขึ้นอยู่กับแต่ละคน บางคนบอกว่าได้กำไรปีนี้หนึ่งล้านบาทก็เป็นปีทองได้แล้วในขณะที่บางคนต้องเป็นสิบหรือร้อยล้านบาทถึงจะเรียกว่าปีทอง และนี่นำไปสู่เงื่อนไขข้อสุดท้ายที่ผมจะพูดถึงก็คือ&lt;br /&gt;เงื่อนไขข้อห้า มันเป็นปีที่เราบรรลุถึง “หลักไมล์สำคัญ” เช่น เรามีเงินจาก&lt;strong&gt;การลงทุน&lt;/strong&gt;มากพอที่จะทำให้เรา มี “อิสรภาพทางการเงิน” ในระดับหนึ่ง หรือระดับสองหรือสาม หรือเรามีเงินครบล้านบาท หรือสิบล้านหรือร้อยล้านบาทตามที่เราได้ตั้งเป้าหมายในระยะยาวไว้ก่อนหน้านี้&lt;br /&gt;ทั้งหมดนั้นก็เป็นเพียงเงื่อนไขบางส่วนที่ผมคิดว่าสำคัญ การกำหนดหรือคิดว่าเป็น “ปีทอง” ของแต่ละคนนั้น เป็นเรื่องเฉพาะตัวของแต่ละคน หลักสำคัญอีกเรื่องหนึ่งก็คือ ปีทองก็คือต้องเป็นปีที่ดีมากเป็นพิเศษเมื่อเทียบกับผลงานในอดีตของเราเองด้วย&lt;br /&gt;ก่อนจะจบบทความนี้ และด้วยภาวะตลาดหุ้นที่สดใสมากนับถึงวันนี้ประมาณครึ่งปีที่ตลาดหุ้นให้ให้ผลตอบแทนกว่า 30% แล้ว ผมหวังว่า Value Investor รุ่นเก่าหลายคนจะได้พบกับ “ปีทอง” ของตนเองอีกปีหนึ่ง และสำหรับ VI รุ่นใหม่จำนวนที่มากกว่ามากที่ยังไม่เคยพบกับ “ปีทอง” เลยนั้น ผมหวังว่า เมื่อสิ้นปีนี้ ถ้าทุกอย่างยังดีอยู่ เราอาจจะได้จารึกและจดจำว่า นี่คือ “ปีทองของ&lt;strong&gt;การลงทุน&lt;/strong&gt;” ที่เรามีความรู้สึกที่ดีและมีความสุขมากจาก&lt;strong&gt;การลงทุน&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;http://www.thaivi.com/2009/07/15/&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8660734772790158613-3760478095259464595?l=investor-amateur.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://investor-amateur.blogspot.com/feeds/3760478095259464595/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8660734772790158613&amp;postID=3760478095259464595' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8660734772790158613/posts/default/3760478095259464595'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8660734772790158613/posts/default/3760478095259464595'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://investor-amateur.blogspot.com/2010/08/blog-post.html' title='ปีทอง'/><author><name>wtnsc</name><uri>http://www.blogger.com/profile/03900776444125736964</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8660734772790158613.post-8381510538431392273</id><published>2010-07-18T19:57:00.002+07:00</published><updated>2010-07-18T20:08:52.288+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='การลงทุนในหุ้น'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='การลงทุน'/><title type='text'>กำเนิด VI</title><content type='html'>&lt;strong&gt;กำเนิด VI&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;โลกในมุมมองของ Value Investor            10 กรกฎาคม 53&lt;br /&gt;ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พื้นฐานของชีวิตและการเริ่มต้นเป็น Value Investor หรือนักลงทุนของแต่ละคนนั้นบอกอะไรบางอย่างถึงแนวทางหรือกลยุทธการลงทุนของเขา  รวมถึงการคาดการณ์อนาคตที่เขาจะไปถึงได้&lt;br /&gt;วอเร็น บัฟเฟตต์ นั้น  “เกิดมาเพื่อที่จะเป็นนักลงทุนเอกของโลก”  เพราะเขารักการหาเงินและลงทุนตั้งแต่เด็ก  เขาเกิดในช่วงเวลาและในประเทศที่เหมาะสม  และได้พบและเรียนรู้ศาสตร์การลงทุนจาก    เบน เกรแฮม ปรมาจารย์ด้านการลงทุนเอกของโลก  กลยุทธและวิธีการของเขาก็คือ  ลงทุนระยะยาวและโตไปกับเศรษฐกิจที่รุ่งเรืองสุด ๆ  ของอเมริกา  จอร์จ โซรอส นั้น  เป็นเด็กหนุ่มชาวยิวฮังการีที่ต้องหนีนาซีเยอรมันในสงครามโลกครั้งที่สอง  ความคิดของเขาก็คือ  ต้องเร็วและเอาตัวรอดให้ได้  การลงทุนของเขานั้นดูเหมือนจะคล้าย ๆ  กับการต่อสู้หรือสงคราม  นั่นคือ  เข้า “โจมตี”  อย่างรุนแรง  รวดเร็ว  “เผด็จศึก” เป็นครั้ง ๆ   เขาทำกำไรจากหายนะเช่นเดียวกับความรุ่งเรืองของเศรษฐกิจ&lt;br /&gt;ผมเองเริ่มต้นชีวิต VI จากการที่ต้องหาทางเอาตัวรอดจากวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2540 ที่ “คุกคาม” ชีวิตการทำงานในฐานะลูกจ้างบริษัทของผม  ในตอนเริ่มต้นชีวิตการลงทุนในครั้งนั้น  ผมไม่ได้วางแผนหรือตระหนักว่าเส้นทางสายนี้จะนำผมไปสู่ความมั่งคั่งและชื่อเสียงในฐานะ VI ชั้นนำ  ผมเพียงแต่คิดว่าการลงทุนในตลาดหุ้นในแนวทาง Value Investment นั้น  คือทางออกที่จะทำให้ผมยังมีชีวิตในฐานะชนชั้นกลางแบบที่ผมเป็นอยู่ในขณะนั้นได้แม้ว่าจะไม่มีรายได้จากการทำงานหรือรายได้ประจำลดลงมาก  กลยุทธการลงทุนของผมจึงเน้นที่  “ความปลอดภัย”  หรือการ “ปกป้องเงินต้น”  เป็นหัวใจหลัก  อะไรที่ทำให้การลงทุนมีโอกาสขาดทุน  “อย่างถาวร”  ผมจะหลีกเลี่ยง  การลงทุนของผมแต่ละครั้งจะต้อง  “ไม่ขาดทุน”&lt;br /&gt;ถึงวันนี้ที่ Value Investment เป็นทางเลือกในการลงทุนของนักลงทุนหน้าใหม่จำนวนไม่น้อย  ผมเห็นว่าการเริ่มต้นของคนเหล่านี้สามารถแยกออกเป็นกลุ่มใหญ่  ๆ  ได้ 4 กลุ่มด้วยกันคือ&lt;br /&gt;กลุ่มแรก  คนทำงานกินเงินเดือน  อายุประมาณ 30-45 ปี  นี่คือกลุ่ม VI ที่เริ่มสนใจลงทุนเนื่องจากตระหนักว่าตนเองจำเป็นที่จะต้องออมเงินเพื่อการเกษียณหรือบางคนต้องการสร้างอนาคตและเห็นว่าการฝากเงินนั้นเป็น  “การลงทุน”  ที่แย่มาก  คนกลุ่มนี้มักเป็นคนที่มีความมั่งคั่งไม่มาก  เงินทุกบาททุกสตางค์  “หามาได้ยาก”  การที่มันจะ  “หายไป”  หรือลดน้อยลงเป็นเรื่องที่กระทบจิตใจรุนแรง  ดังนั้น  กลยุทธการลงทุนจึงมักจะ  “อนุรักษ์นิยม”  และไม่ลงทุนในหุ้นมากนัก  หุ้นที่เลือกลงทุนต้องเป็นหุ้นที่มีพื้นฐานดีและขนาดไม่เล็กเกินไป  ระยะการลงทุนก็มักจะค่อนข้างยาวเนื่องจากไม่ค่อยมีเวลาในการติดตามมากนัก  เป้าหมายผลตอบแทนในการลงทุนก็มักจะไม่สูง  แต่พวกเขาก็ยังหวังได้ประมาณปีละ 15-20%&lt;br /&gt;กลุ่มที่สองเป็น  “เด็กจบใหม่”  ที่พ่อแม่เป็นคนชั้นกลาง  พวกเขาไม่ได้มีเงินสนับสนุนจากทางบ้านในการลงทุนแต่ก็ไม่ได้มีภาระต้องเลี้ยงดูครอบครัว  ส่วนใหญ่ก็ยังไม่แต่งงานเพราะอายุยังไม่ถึง 30 ปี  พวกเขาเป็นคนที่มีความทะเยอทะยานที่ค่อนข้างสูงที่จะ “รวย”  เป็นเศรษฐีในเวลาอาจจะแค่ 10-15 ปี ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะพวกเขาได้อ่านประวัติของนักลงทุนเอกหรือนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จอื่น ๆ  จนทำให้คิดว่าเขาก็น่าจะทำได้แบบเดียวกันหรือดีกว่า  ว่าที่จริงหลาย ๆ  คนก็สามารถสร้างผลตอบแทนการลงทุนที่น่าประทับใจมากเช่นทำกำไรได้ 100%  ภายในระยะเวลาแค่ 6 เดือน เป็นต้น&lt;br /&gt;VI ในกลุ่มนี้ค่อนข้างจะใช้กลยุทธการลงทุนที่ “กล้าได้กล้าเสีย”  และมักจะลงทุนในหุ้นขนาดเล็กที่มีผลประกอบการไม่แน่นอนแต่มีช่วงเวลาที่โดดเด่นที่จะสามารถขับเคลื่อนราคาหุ้นให้สูงขึ้นได้หลายเท่าในเวลาไม่นาน  เหนือสิ่งอื่นใดสำหรับคนเหล่านี้ก็คือ  ถ้าพลาดเขาก็สามารถหาใหม่ได้   อย่างไรก็ตาม  เนื่องจากเม็ดเงินที่ยังน้อย  พวกเขาก็ไม่สามารถเป็น “ผู้นำ”  ที่จะขับเคลื่อนราคาหุ้น  พวกเขาจึงมักจะเป็น “ผู้ตาม” ที่คอยรับอานิสงค์จาก VI “ขาใหญ่” ดังนั้น  ผลตอบแทนของพวกเขาจึงอาจจะไม่โดดเด่นนักเมื่อเทียบกับคนที่มีพอร์ตใหญ่กว่า  ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร  VI ในกลุ่มนี้จะเป็นคนที่ค่อนข้างจะกระตือรือร้นและมุ่งมั่น  พวกเขาใช้เวลากับการลงทุนค่อนข้างมากและมีการเทรดหุ้นสูง&lt;br /&gt;กลุ่มที่สาม  นี่คือกลุ่มคนที่มักทำธุรกิจและมีเงินเหลือที่ถูกเก็บสะสมมานาน  พวกเขาเป็นคนรวยหรือเป็นเศรษฐีที่อาจจะเริ่มมีเวลามากขึ้นเนื่องจากธุรกิจอยู่ตัวแล้วหรือธุรกิจที่ทำอยู่เริ่ม  “ตกดิน”  เขาอาจจะเริ่มสนใจหาทางลงทุนเงินสดที่กองอยู่ในธนาคารที่แทบจะไม่ได้ดอกเบี้ย  เขาอาจจะพบว่าการลงทุนแบบ VI นั้น  เป็นทางเลือกอีกทางหนึ่งแทนที่จะใช้เงินนั้นไปสร้างธุรกิจใหม่  คนกลุ่มนี้จึงมักเลือกลงทุนในกิจการที่มีขนาดกลาง ๆ  มีความมั่นคงพอสมควรและมีพื้นฐานดี  พวกเขาเข้าใจดีว่าธุรกิจไหนเป็น  “ของจริงหรือของปลอม”  การลงทุนของพวกเขามักจะเป็นการลงทุนระยะยาว  หลายคนที่ประสบความสำเร็จในการลงทุนนั้น  เนื่องจากเม็ดเงินเริ่มต้นจำนวนมาก  ทำให้พวกเขากลายเป็น  VI “รายใหญ่”  ที่เป็นที่กล่าวขวัญถึงในเวลาอันสั้น  และทำให้มีบทบาท “ชี้นำ” ในหลาย ๆ  กรณี&lt;br /&gt;กลุ่มที่สี่ซึ่งเป็นกลุ่มสุดท้ายที่ผมจะพูดถึงก็คือ  กลุ่ม  “ลูกเศรษฐี”  นี่คือนักลงทุนหนุ่มสาวหน้าใหม่ที่ผมเห็นว่าเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วทั้งจำนวนและมูลค่าพอร์ตการลงทุนในหุ้น  ลูกเศรษฐีที่ว่านี้จริง ๆ แล้ว  ส่วนใหญ่อาจจะไม่ใช่เศรษฐีใหญ่ที่ลูกจะสามารถหรือควรสืบทอดกิจการ  พวกเขามีธุรกิจหรือมีทรัพย์สินและมีเงิน  แต่งานของพวกเขาไม่จำเป็นต้องให้ลูกเข้าไปช่วยทำ  ลูก ๆ  ของพวกเขาควรไปเป็นลูกจ้างหรือพนักงานของบริษัทใหญ่ ๆ  มากกว่า  แต่การไปทำงานเป็นลูกจ้างกินเงินเดือนนั้นเป็นกิจกรรมที่เหนื่อยและได้เงินน้อยมาก  ดังนั้น  หนทางที่ดีกว่าก็คือ  การลงทุนที่จะให้เงินมาช่วยทำงาน  และนี่ก็มาถึงการลงทุนในหุ้นซึ่งเป็นกิจกรรมที่  “ทำได้ง่ายที่สุด” และอาจจะ “เหนื่อยน้อยที่สุด”  และนั่นนำไปสู่การเป็น VI&lt;br /&gt;VI ที่เป็นลูกคนรวยนั้น   ในช่วงเริ่มต้นพ่อแม่ก็อาจจะให้เงินไป “ลอง” เพียง 1-2 ล้านบาท   แต่ครั้นได้ลองทำและได้ผลตอบแทนอย่าง  “น่าทึ่ง”  ในเวลาอันสั้น  พวกเขาก็มักจะได้เงินลงทุนเพิ่มจากพ่อแม่ที่เห็นศักยภาพ  หลายคนสามารถต่อยอดเงินไปสูงมากจนร่ำรวยเป็น “เศรษฐี”  ด้วยตนเองในเวลาอันสั้น   VI กลุ่มนี้โดยพฤติกรรมก็คือ  มักจะมีความกล้าเสี่ยงได้อย่างเต็มที่  เหตุผลก็คือ  เสียก็ไม่เป็นไรเพราะอาจจะขอพ่อแม่ใหม่ได้หรือไม่ก็กลับไปทำงานกินเงินเดือน  พวกเขาจะลงทุนหุ้นเป็นตัว ๆ  เหมือนนักเก็งกำไร  หลายคนสามารถ “ไล่หุ้น” ที่มีขนาดเล็กและไม่ใคร่มีสภาพคล่องได้ทำให้กลายเป็น  “ผู้นำ”  ที่มีอิทธิพลต่อราคาหุ้นและทำให้สามารถลงทุนและได้ผลตอบแทนอย่างน่าทึ่ง  ส่วนตัวผมเองคิดว่า  นี่คือกลุ่ม  “Golden Boy” ในตลาดหุ้นที่น่าจับตามอง  เพราะพวกเขาอาจจะมีทั้งเงิน  ความสามารถ  และเวลาในการลงทุนอีกยาวไกล  ถ้าไม่  “แพ้ภัยตนเอง”  เสียก่อน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โลกในมุมมองของ Value Investor            10 กรกฎาคม 53&lt;br /&gt;ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;http://www.thaivi.com/2010/07/533/&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8660734772790158613-8381510538431392273?l=investor-amateur.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://investor-amateur.blogspot.com/feeds/8381510538431392273/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8660734772790158613&amp;postID=8381510538431392273' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8660734772790158613/posts/default/8381510538431392273'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8660734772790158613/posts/default/8381510538431392273'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://investor-amateur.blogspot.com/2010/07/vi.html' title='กำเนิด VI'/><author><name>wtnsc</name><uri>http://www.blogger.com/profile/03900776444125736964</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8660734772790158613.post-2205849050225658855</id><published>2008-12-23T22:24:00.003+07:00</published><updated>2008-12-23T22:33:28.535+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='การลงทุนในหุ้น'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='การลงทุน'/><title type='text'>Venture Capitalists ประเมินโอกาสในการลงทุนอย่างไร</title><content type='html'>เมื่อเอ่ยถึง&lt;strong&gt;การลงทุน&lt;/strong&gt;ในบริษัทเกิดใหม่ เราต่างก็นึกถึงความเสี่ยงที่สูงที่สุดคือการที่บริษัทเกิดใหม่นั้นมักจะไปไม่รอดในช่วง 3-5 ปีแรกของการดำเนินงาน แต่ก็มีบริษัทไม่น้อยที่ผ่านช่วงยากลำบากมาได้ และกลายเป็นบริษัทที่ใหญ่ติดอันดับโลก&lt;br /&gt;บริษัทเกิดใหม่เหล่านี้ หากเป็นบริษัทที่มีการดำเนินธุรกิจที่น่าสนใจ และอาจเตะตาเหล่ากองทุนที่ยอมเสี่ยงไปกับบริษัทด้วย (Venture Capital) บริษัทเล็กๆที่เกิดใหม่นั้นอาจกลายเป็นบริษัทที่ใหญ่โตและมีชื่อเสียงได้ สิ่งที่ผมอยากนำมาเล่ากันในครั้งนี้คือ เหล่าผู้จัดการกองทุนที่บริษัทกองทุนร่วมเสี่ยง (Venture Capitalists) มีหลักการและเหตุผลอย่างไรในการเลือกที่จะทุ่ม&lt;strong&gt;เงินลงทุน&lt;/strong&gt;ไปในบริษัทที่เกิดใหม่ และมีความเสี่ยงที่สูง ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง การผลิต การตลาด และเรื่องบุคลากร ผมเชื่อว่าหลักการเดียวกันนี้สามารถนำมาใช้ได้กลับบริษัทที่มีอยู่แล้วในบ้านเราได้เช่นกัน&lt;br /&gt;จากการสัมภาษณ์ผู้จัดการกองทุน Venture Capital 4 คนโดย Harvard Business School ด้วยคำถามเดียวกัน สาม สี่ข้อ เรามาดูกันว่า ผู้จัดการกองทุนแต่ละกองจะมีคำตอบอย่างไรกับคำถามเหล่านั้น&lt;br /&gt;คนแรกคือ Russell Siegelman: Partner, Kleiner Perkins Caufield &amp;amp; Byers ตอบคำถามข้อแรก ที่ถามว่า “คุณประเมินโอกาสใน&lt;strong&gt;การลงทุน&lt;/strong&gt;อย่างไร?” Siegelmam ตอบว่า สิ่งที่เขาพิจารณานั้นมีหลายประเด็น และประเด็นสำคัญประการแรกคือ บริษัทนั้นจะต้องมีโอกาสทางธุรกิจในตลาดที่ใหญ่ และโตเร็ว ประการต่อมาบริษัทจะต้องมีความสามารถในการแข่งขันที่คงทน เช่นมีเครือข่ายทางธุรกิจที่ใหญ่ เช่น e-Bay หรือไม่ก็สามารถล็อคลูกค้าให้อยู่กับบริษัทได้ เช่น Microsoft หรือเป็นธุรกิจที่ผลิตสินค้า บริการที่เข้ามาแก้ปัญหาที่ไม่เคยมีใครแก้ได้ และจะต้องเป็นปัญหาที่แก้ยาก ปัญหานั้นมักจะเป็นปัญหาพื้นๆที่ยังไม่ถูกแก้ไข เขาไม่ได้ให้ความสำคัญกับบริษัทที่มีสิทธิบัตรมากนักเพราะผู้คนมักจะต่อต้าน ประการที่สาม เขาจะเลือก&lt;strong&gt;ลงทุน&lt;/strong&gt;ในบริษัทที่มีทีมงานที่ผู้ก่อตั้งเป็นผู้ร่วมในทีมงาน และเป็นทีมงานที่เอาจริงเอาจัง เขาไม่ชอบ&lt;strong&gt;ลงทุน&lt;/strong&gt;ในบริษัทเกิดใหม่ที่มีผู้บริหารจากภายนอก เพราะผู้ก่อตั้ง(เจ้าของ)กับมืออาชีพมักมีเป้าหมายในการบริหารธุรกิจไม่เหมือนกัน คือผู้ก่อตั้งจะมีเป้าหมายในการมองหาโอกาสในการสร้างให้บริษัทเติบโตแข่งแกร่ง เขาจึงยอมที่จะเสี่ยงกับผู้ก่อตั้งเสมอ&lt;br /&gt;คำถามต่อไปคือ “คุณประเมินรูปแบบธุรกิจอย่างไร” เขาตอบว่า มีหลักใหญ่ๆอยู่สองประการ คือ หนึ่งคือสินค้าหรือตลาดนั้นๆเป็นอะไรที่เข้าใจได้ง่าย เช่นการปรับปรุงสินค้าหรือบริการเดิมให้ดีขึ้น และแน่นอนว่าเขาจะ&lt;strong&gt;ลงทุน&lt;/strong&gt;ในบริษัทที่มีรูปแบบธุรกิจ(Business Model) ที่เข้าใจได้จริงๆ ต่อมาหากเป็นสินค้าหรือตลาดใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน หรืออาจจะเรียกได้ว่ารูปแบบธุรกิจไม่มีความชัดเจน เขาจะดูว่าธุรกิจนั้นๆมีตลาดที่ใหญ่พอไหม และมีอัตราการเติบโตของธุรกิจที่สูงเพียงพอที่จะเสี่ยงไหม สิ่งที่จะต้องพิจารณาต่อมาคือเรื่องของช่วงเวลาใน&lt;strong&gt;การลงทุน&lt;/strong&gt; ในบางครั้งธุรกิจมีรูปแบบที่ชัดเจน แต่ยังไม่ใช่เวลาที่จะทำให้ธุรกิจนั้นเกิดได้ เขาจะยังไม่ร่วม&lt;strong&gt;ลงทุน&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;คำถามที่ว่า “คุณตรวจสอบอะไรของบริษัทบ้างก่อนการตัดสินใจ&lt;strong&gt;ลงทุน&lt;/strong&gt;” เขาตอบว่า สิ่งสำคัญที่จะต้องตรวจสอบ คือการตรวจสอบทางเทคนิค ต้องดูให้แน่ใจว่าสินค้าและบริการนั้นๆเป็นได้จริงในเชิงเทคนิค และเชิงพานิช สิ่งที่ต้องตรวจสอบต่อไปคือ ลูกค้า เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะหากบริษัทกำหนดลูกค้าเป้าหมายไม่ถูกต้อง บริษัทจะไม่มีหนทางในการนำเสนอสินค้าหรือบริการที่ตรงความต้องการของลูกค้า หรือลูกค้าไม่มีความต้องการที่จะจ่าย (เห็นว่าไม่คุ้มที่จะจ่าย) ค่าสินค้าหรือบริการ ส่วนนี้เขาจะพิจารณาอย่างละเอียดและเคร่งครัดมาก&lt;br /&gt;คำถามที่เกี่ยวกับการวิเคราะห์ทางการเงิน “คุณมีขบวนการวิเคราะห์ทางการเงินอะไรบ้าง” คำตอบในส่วนนี้น่าสนใจมาก เขาตอบว่า สิ่งที่เขาทำไม่ใช่การประมาณการยอดขาย ต้นทุนหรือกำไรเป็นอย่างแรก สิ่งที่เขาทำคือ วิเคราะห์ห่วงโซ่แห่งมูลค่า (Value Chain Analysis) หรืออธิบายง่ายๆคือขบวนการทำงานของบริษัทตั้งแต่สั่งซื้อวัตถุดิบจนกระทั่งการบริการหลังการขาย เขาจะวิเคราะห์ขบวนการทำงานที่มีความสัมพันธ์กับต้นทุนและยอดขายที่จะเกิดในแต่ละขั้นตอนอย่างรอบครอบ เพื่อให้เห็นว่าบริษัทจะสามารถทำได้จริงตามที่ประมาณการเอาไว้หรือไม่&lt;br /&gt;จะเห็นว่า แม้Venture capital ที่มักจะเป็นแหล่งเงินให้กับบริษัทที่เกิดใหม่และมีความเสี่ยงที่สูงนั้นสิ่งที่พวกเขาให้ความสำคัญมากเป็นอันดับต้นๆคือ คุณภาพของกิจการ ความสามารถในการแข่งขันระยะยาว มีตลาดและลูกค้าที่พร้อมจะจ่าย หลักการเหล่านี้เราเองก็สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับ&lt;strong&gt;การลงทุน&lt;/strong&gt;ของเราได้เช่นกัน เพียงแต่เราให้ความสำคัญกับข้อมูลเชิงคุณภาพเป็นหลักเท่านั้นเอง&lt;br /&gt;ครั้งต่อไปผมจะนำความเห็นของ Venture Capitalist คนอื่นมานำเสนอต่อครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดย มนตรี นิพิฐวิทยา&lt;br /&gt;จาก &lt;a href="http://www.thaivi.com/"&gt;thaivi.com&lt;/a&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8660734772790158613-2205849050225658855?l=investor-amateur.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://investor-amateur.blogspot.com/feeds/2205849050225658855/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8660734772790158613&amp;postID=2205849050225658855' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8660734772790158613/posts/default/2205849050225658855'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8660734772790158613/posts/default/2205849050225658855'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://investor-amateur.blogspot.com/2008/12/venture-capitalists.html' title='Venture Capitalists ประเมินโอกาสในการลงทุนอย่างไร'/><author><name>wtnsc</name><uri>http://www.blogger.com/profile/03900776444125736964</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8660734772790158613.post-7531380693724572742</id><published>2008-12-23T22:18:00.002+07:00</published><updated>2008-12-23T22:22:49.265+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='การลงทุนในหุ้น'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='การลงทุน'/><title type='text'>หุ้นถูกเรื้อรัง</title><content type='html'>มีหุ้นในตลาดหลักทรัพย์กลุ่มหนึ่งที่ผมเองเคยซื้อ เคยขายไปแล้ว หรือบางทีก็ยังถืออยู่หรือกำลังคิดที่จะซื้อ และส่วนใหญ่ก็ยังจับตาดูอยู่ แต่กลับเป็นหุ้นที่ผมยังไม่เข้าใจดีพอและไม่รู้ว่าอนาคตมันจะวิ่งขึ้นไปไหม สิ่งเดียวที่ผมพอจะบอกได้ก็คือ ราคามันไม่ค่อยตกหรือตกก็ไม่มาก สิ่งที่ยังไม่รู้ก็คือ ทำไมราคามันจึงไม่ไปไหนสักทีทั้ง ๆ ที่มันเป็นหุ้นที่แสนจะถูกและเข้าข่ายเป็นหุ้นคุณค่าไม่ว่าจะวัดโดยตัวเลขอะไร หุ้นกลุ่มที่ว่านี้คือหุ้นที่ผมอยากจะเรียกว่า “หุ้นถูกเรื้อรัง”&lt;br /&gt;                หุ้นถูกเรื้อรังนั้นมีคุณสมบัติร่วมกันบางอย่างดังต่อไปนี้คือ ข้อแรก เป็นหุ้นที่อยู่ในอุตสาหกรรมที่ไม่น่าสนใจ หลายบริษัทอยู่ในอุตสาหกรรม “ตะวันตกดิน” อีกหลายบริษัทอยู่ในอุตสาหกรรมที่โตช้าหรืออิ่มตัว เกือบทั้งหมดนั้นเป็นบริษัทที่เป็นโรงงานผู้ผลิตหรือขายสินค้าให้กับโรงงานอื่นหรือขายสินค้าที่คนซื้อไม่สนใจในตัวยี่ห้อสินค้า ไม่มีบริษัทไหนที่เป็นบริษัทที่ขายบริการ&lt;br /&gt;                ข้อสอง หุ้นถูกเรื้อรังนั้นมีผลการดำเนินงานที่ดีเข้าข่ายเป็นหุ้นคุณค่าทุกด้าน เริ่มตั้งแต่ตัวเลขยอดขายและกำไรที่ค่อนข้างจะสม่ำเสมอต่อเนื่องมาหลายปี ยอดขายและกำไรของหลายบริษัทอาจจะไม่ค่อยเติบโตมากนัก แต่บางบริษัทก็เติบโตอยู่ในเกณฑ์ที่ดีพอใช้ เรียกว่าผลการดำเนินงานนั้นอยู่ในข่ายที่สามารถ “คาดการณ์ได้” เช่นเดียวกัน บริษัทเหล่านี้มักจะมีปันผลสม่ำเสมอและผลตอบแทนจากปันผลเมื่อเทียบกับราคาหุ้นก็อยู่ในเกณฑ์ที่ดีคือประมาณ 5- 6 % ต่อปี และถ้าใครที่&lt;strong&gt;ลงทุน&lt;/strong&gt;แล้วหวังปันผลเป็นหลักแล้วละก็ หุ้นเหล่านี้ก็เป็นหุ้นที่น่าสนใจ จะเรียกว่าเป็นหุ้นห่านทองคำก็น่าจะได้&lt;br /&gt;                ข้อสาม ฐานะทางการเงินของบริษัทในกลุ่มนี้ค่อนข้างมั่นคง หนี้สินที่เป็นเงินกู้จากสถาบันการเงินมักจะมีน้อยหรือไม่มีเลย ยิ่งไปกว่านั้น หลายบริษัทมีเงินสดมหาศาลจนเกินความจำเป็น นอกจากเงินแล้ว บริษัทเหล่านี้มักจะมีทรัพย์สินอย่างอื่นที่มีค่าเพิ่มขึ้นจากมูลค่าทางบัญชีด้วย ดังนั้น ความ “ถูก” ของหุ้นจึงแทบไม่มีข้อสงสัยเลยถ้ามองจากทรัพย์สิน&lt;br /&gt;                ข้อสี่ ถ้าวัดความ “ถูก” ของหุ้นจากค่า PE หรือดูจากราคาหุ้นเทียบกับกำไรต่อหุ้นก็จะพบอีกว่า หุ้นเหล่านี้มีค่า PE ที่ค่อนข้างต่ำ นั่นคือ เกือบทั้งหมดมีค่า PE ต่ำกว่า 10 เท่า หลายบริษัทมีค่า PE เพียง 7-8 เท่าหรือต่ำกว่าก็มี ดังนั้น สำหรับ Value Investor ที่เพิ่งเข้ามาศึกษาหุ้นเหล่านี้ เขาก็มักจะสรุปทันทีว่านี่คือหุ้นคุณค่าที่น่าสนใจมาก&lt;br /&gt;                ข้อห้า ในด้านของการบริหารงานของกิจการ สิ่งที่มักจะพบก็คือ บริษัทน่าจะมีการบริหารที่ดี หลายบริษัทอาจได้รับรางวัลดีเด่นด้านการผลิต หลายบริษัทก็มีความสามารถในการแข่งขันในธุรกิจที่ใช้ได้ มองในด้านของการคุมโรงงานหรือบริหารการขาย หรือการจัดการโดยทั่วไปแล้ว บริษัทเหล่านี้มักอยู่ในเกณฑ์ที่ดี ดังนั้น มองโดยผิวเผินแล้ว Value Investor หลายคนก็มักจะสบายใจ และสรุปว่านี่คือหุ้นคุณค่าที่&lt;strong&gt;น่าลงทุน&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;                แต่ถ้ามองลึกลงไปอีกสักเล็กน้อย หุ้นถูกเรื้อรังนั้นมักจะมีจุดอ่อนที่เหมือนกันเกือบทุกบริษัทซึ่งผมอยากจะชี้ให้เห็นก็คือ บริษัทเหล่านี้มักมีนโยบายในการจัดสรรเงินที่บริษัททำมาหาได้อย่างที่ผมคิดว่าไม่สอดคล้องกับผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นรายย่อยหรือ&lt;strong&gt;นักลงทุน&lt;/strong&gt;ทั่วไป แต่อาจจะเป็นประโยชน์กับผู้บริหารและ/หรือหรือผู้ถือหุ้นใหญ่ที่เป็น “เจ้าของบริษัท” โดยที่การจัดสรรเงินสดและผลกำไรของบริษัทมักจะมีลักษณะดังต่อไปนี้&lt;br /&gt;                ข้อแรกที่เหมือนกันเกือบทุกบริษัทก็คือ เมื่อมีกำไรบริษัทมักจะจ่ายปันผลในอัตราที่น้อยกว่าที่ควรจะเป็นเมื่อเทียบกับบริษัทอื่นที่มีสถานะใกล้เคียงกัน หลายบริษัทจ่ายปันผลเพียง 25-30 % ของกำไรทั้ง ๆ ที่บริษัทไม่ได้มีหนี้สินที่เป็นเงินกู้จากสถาบันการเงินเลย นี่เป็นข้อแรก&lt;br /&gt;                ข้อสอง บริษัทเหล่านี้ เนื่องจากมีกำไรต่อเนื่องและจ่ายปันผลน้อย หลายบริษัทจึงมีเงินสดเหลือมาก แต่แทนที่จะจ่ายคืนให้กับผู้ถือหุ้น กลับนำไปฝากแบงค์หรือซื้อตราสารการเงินที่ให้ดอกเบี้ยต่ำ โดยเหตุผลอาจจะเป็นว่าเพื่อสำรองไว้ใช้ขยายงานหรือรองรับกับภาวะ “วิกฤติ” ในอนาคต บางบริษัทก็นำเงินสดที่มีไปขยายงานโดยเฉพาะในกิจการที่อยู่ในต่างประเทศหรือบริษัท “ในเครือ” มากมายไม่มีที่สิ้นสุด ในขณะที่ผู้ถือหุ้นรายย่อยนั้น หวังที่จะเห็นปันผลเพิ่มยากเย็นมากและถ้าเพิ่มก็เพียงเล็กน้อย ในประเด็นนี้ก็อาจจะมีข้อถกเถียงว่าบริษัทต้อง&lt;strong&gt;การลงทุน&lt;/strong&gt;เพิ่มเพื่อที่จะได้ทำกำไรมากขึ้นซึ่งก็จะทำให้ผู้ถือหุ้นได้ปันผลมากขึ้นในอนาคต แต่สำหรับผมและ Value Investor อีกหลายคนนั้น อนาคตอาจจะไม่แน่นอน และจะเกิดอะไรขึ้นถ้า&lt;strong&gt;การลงทุน&lt;/strong&gt;เกิดความเสียหายและอนาคตเราอาจจะไม่ได้อะไรเลย เหมือนกับคำพูดที่ว่า “นกหนึ่งตัวในมือนั้น ดีกว่านกสองตัวในพุ่มไม้”&lt;br /&gt;                ข้อสาม บริษัทเหล่านี้มักมีผู้ถือหุ้นใหญ่หรือเจ้าของที่ไม่ค่อยได้แสดงตัวต่อสาธารณชน คนที่ออกมาให้ข่าวและแถลงรายงานตอบคำถามต่าง ๆ มักเป็นผู้จัดการที่เป็นลูกจ้างที่ไม่ได้ถือหุ้นอย่างมีนัยสำคัญ มองอีกด้านหนึ่งก็อาจจะเป็นว่า เจ้าของตัวจริงนั้นมีกิจการอื่น ๆ ที่มีค่าและต้องการเวลามากกว่ากิจการของบริษัทที่พูดถึง และนี่อาจจะเป็นอีกจุดหนึ่งที่ทำให้เจ้าของตัวจริงไม่สนใจที่จะจัดสรรเงินของบริษัทให้กับผู้ถือหุ้นผ่านการจ่ายปันผล แต่อาจจะอยากเก็บเงินไว้ในบริษัทแล้วใช้ประโยชน์จากบริษัทแทนเช่น เอาบริษัทไว้ใช้ใน&lt;strong&gt;การลงทุน&lt;/strong&gt;กิจการต่าง ๆ ที่สอดคล้องกับกิจการของเครือ เอาบริษัทไว้ใช้เป็นที่ตั้งให้ผู้มีอุปการคุณเป็นกรรมการหรือเป็นที่ปรึกษาหรือเป็นลูกจ้าง และอื่น ๆ อีกร้อยแปด&lt;br /&gt;                ทั้งหมดนั้นก็เป็นเพียงข้อสงสัยหรือข้อสังเกตของผม แต่ถ้าถามว่าตกลงเราควรซื้อหุ้นถูกเรื้อรังเพื่อ&lt;strong&gt;ลงทุน&lt;/strong&gt;หรือไม่? คำตอบของผมก็คือ หุ้นเหล่านี้เป็นหุ้นที่ “ถูกเรื้อรัง” นั่นแปลว่า โอกาสที่เราจะซื้อตอนหุ้นถูกและขายตอนหุ้นแพงมีน้อยมาก สิ่งที่พอจะหวังได้บ้างก็คือ กำไรของบริษัทเพิ่มขึ้นและราคาหุ้นก็ปรับตัวตามกันไป ซึ่งลักษณะนี้การปรับตัวแบบหวือหวาเร็วและสูงมากก็จะมีน้อย แต่ถ้าซื้อเพื่อกินปันผลก็คงจะพอได้ สิ่งที่สำคัญก็คือ อย่าซื้อหุ้นเหล่านี้เมื่อราคาหุ้นเพิ่งมีการปรับตัวขึ้นไปแรง เพราะหลายครั้งการปรับตัวขึ้นไปนั้นเกิดจากแรงซื้อของใครก็ตามที่เข้ามา และเนื่องจากหุ้นมีสภาพคล่องต่ำราคาจึงขึ้นไปแรง แต่เมื่อแรงซื้อหมด ราคาก็มักจะค่อย ๆ ปรับตัวกลับลงมา ดังนั้น ถ้าจะซื้อหุ้นถูกเรื้อรัง เราควรจะซื้อตอนที่หุ้นอยู่นิ่ง ๆ ในราคาถูกมาก อย่างไรก็ตาม ในการถือหุ้นถูกเรื้อรังนั้น เราอาจจะต้องรับความจริงว่าหุ้นอาจจะไม่ไปไหนนานมาก ซึ่งทำให้มัน “ไม่คุ้ม” กับเวลาที่เสียไปที่เราอาจจะไป&lt;strong&gt;ลงทุนในหุ้น&lt;/strong&gt;ตัวอื่นที่ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่ามาก และนี่ก็คือสิ่งที่บัฟเฟตต์บอกว่า เวลาเป็นเพื่อนที่ดีของกิจการที่ดีเยี่ยมแต่เป็นศัตรูของกิจการพื้น ๆ แม้ว่ามันจะมีราคาถูก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดย ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร&lt;br /&gt;จาก &lt;a href="http://www.thaivi.com/"&gt;thaivi.com&lt;/a&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8660734772790158613-7531380693724572742?l=investor-amateur.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://investor-amateur.blogspot.com/feeds/7531380693724572742/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8660734772790158613&amp;postID=7531380693724572742' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8660734772790158613/posts/default/7531380693724572742'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8660734772790158613/posts/default/7531380693724572742'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://investor-amateur.blogspot.com/2008/12/blog-post_1184.html' title='หุ้นถูกเรื้อรัง'/><author><name>wtnsc</name><uri>http://www.blogger.com/profile/03900776444125736964</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8660734772790158613.post-8995845633409246456</id><published>2008-12-23T22:13:00.001+07:00</published><updated>2008-12-23T22:17:41.388+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='การลงทุนในหุ้น'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='การลงทุน'/><title type='text'>จินตนาการกับการลงทุน</title><content type='html'>การที่จะเป็น Value Investor ที่มีความสามารถสูงได้นั้น สิ่งหนึ่งที่จะเป็นประโยชน์ก็คือ การ “จินตนาการ” ฟังดูอาจจะรู้สึกว่าเป็นเรื่องของความเพ้อฝันและเป็นเรื่องที่สอนกันไม่ได้ แต่จริง ๆ แล้ว การจินตนาการนั้นสามารถที่จะฝึกฝนกันได้ ประเด็นสำคัญก็คือ เราต้องรู้เรื่องอื่น ๆ มากพอที่จะทำให้สามารถนำไปเปรียบเทียบกับเรื่องของบริษัทจดทะเบียนและ&lt;strong&gt;หุ้น&lt;/strong&gt;ที่เราสนใจได้ เมื่อเกิดจินตนาการ เราก็สามารถจะมองต่อไปได้ว่าบริษัทหรือ&lt;strong&gt;หุ้น&lt;/strong&gt;ที่เราสนใจนั้น ในที่สุดน่าจะเป็นอย่างไร แน่นอน จินตนาการกับของจริงคงจะไม่เหมือนกัน แต่มันก็ให้ภาพที่จะทำให้เราเห็นทิศทางเดินของ&lt;strong&gt;หุ้น&lt;/strong&gt; ผมพูดแบบนี้อย่านึกว่าเป็นเรื่องประหลาด ลองนึกทบทวนดูก็จะพบว่าแม้แต่ในเรื่องทางวิทยาศาสตร์ต่าง ๆ เราก็พบว่า การใช้จินตนาการเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้มนุษย์ค้นพบทฤษฎีหรือสร้างสิ่งประดิษฐ์ที่สำคัญต่าง ๆ ขึ้นในโลก พูดก็พูด ถ้าคนไม่จินตนาการว่าจะสามารถบินได้อย่างนก เราจะมีการประดิษฐ์เครื่องบินหรือครับ?&lt;br /&gt;                ในเรื่องของ&lt;strong&gt;หุ้น&lt;/strong&gt;นั้น เนื่องจากว่าผมเน้น&lt;strong&gt;การลงทุน&lt;/strong&gt;ในตัวธุรกิจ ดังนั้น ความสำเร็จของธุรกิจโดยเฉพาะในระยะยาวเป็นสิ่งที่ผมจะมองหา บริษัทที่จะประสบความสำเร็จนั้นจะต้องต่อสู้และแข่งขันกับบริษัทอื่น ๆ ทั้งที่อยู่ในธุรกิจเดียวกันและที่อยู่ในธุรกิจอื่นแต่สินค้าอาจจะมาทดแทนสินค้าของบริษัทได้ นอกจากนั้น ธุรกิจยังต้องอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ทางกฎหมายและสังคมและอยู่ภายใต้สภาวะแวดล้อมที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา การแพ้หรือชนะในทางธุรกิจขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ มากมายและที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งก็คือ “กลยุทธ์ในการต่อสู้” กับคู่แข่ง ผู้ชนะคือผู้ที่จะรุ่งเรืองต่อไป ผู้แพ้จะเสียหายย่อยยับ การแข่งขันทางธุรกิจนั้นไม่มีคำว่าปราณีหรือเปิดให้คู่แข่งมีโอกาสฟื้นตัวจากความผิดพลาด ลักษณะการแข่งขันของธุรกิจนั้น ผมรู้สึกว่ามันเหมือนกับการทำสงคราม ดังนั้น สำหรับผมแล้ว บ่อยครั้ง เวลาผมคิดวิเคราะห์เกี่ยวกับบริษัทและตัว&lt;strong&gt;หุ้น&lt;/strong&gt;ที่ผมสนใจ ผมมักจะจินตนาการถึงเรื่องของสงคราม และสงครามที่ผมมักคิดถึงก็คือ สงครามโลกครั้งที่สอง เพราะมันคือสงครามที่ “ครบเครื่อง” ที่สุด&lt;br /&gt;                                บางคนชอบจินตนาการเรื่องของการแข่งขันทางธุรกิจโดยเปรียบเทียบกับสงครามสามก๊กเช่นเดียวกัน บางคนชอบใช้กลยุทธ์การทำสงครามของซุนหวู่มาจินตนาการว่าบริษัทไหนจะชนะในสงครามการค้า หรือบางคนอาจจะไม่ใช้เรื่องของสงครามเลยแต่อาจจะจินตนาการไปถึงเรื่องกีฬาอย่างเช่นฟุตบอลหรือเทนนิสหรืออะไรก็แล้วแต่ ทั้งหมดนั้นผมคิดว่าไม่เป็นปัญหาถ้าคนที่ทำนั้นได้ศึกษาประวัติศาสตร์และกลยุทธ์ต่าง ๆ ที่มีการใช้และรู้ว่าฝ่ายไหนแพ้หรือชนะเพราะอะไรและธุรกิจที่เราดูอยู่นั้นน่าจะประยุกต์เข้ากับเหตุการณ์เหล่านั้นได้อย่างใกล้เคียงแค่ไหน&lt;br /&gt;                นอกจากสงครามแล้ว ผมยังชอบจินตนาการว่าบริษัทจะเป็นอย่างไรในอีก 5 หรือ 10 ปีข้างหน้าหรือแม้แต่อีกหลายสิบปีข้างหน้า การจินตนาการนั้น จะต้องไม่เพ้อฝัน เราจะต้องมีเหตุผลประกอบเช่น การเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมของคนที่กำลังเกิดขึ้นและเราคิดว่าจะดำเนินต่อไป ความเข้มแข็งของบริษัท ความสามารถและศักยภาพของผู้บริหาร และอื่น ๆ อีกมาก ในการจินตนาการนั้น สิ่งที่ผมมักจะใช้ก็คือ ผมมักจะมองที่ “พื้นฐาน” จริง ๆ ของธุรกิจหรือพูดให้เท่ ๆ อาจจะเรียกว่ามองกันในระดับ Mission หรือภารกิจของบริษัทที่สนองตอบความต้องการของลูกค้าและสังคม เพราะในระยะยาวแล้ว ผลิตภัณฑ์อาจเปลี่ยนแปลงได้ แต่ภารกิจของบริษัทที่ยิ่งใหญ่นั้นมักไม่เปลี่ยนแปลง ดังนั้น ถ้าเราเริ่มจากพื้นฐาน เราจะสามารถจินตนาการไปได้ไกลและจะเห็นภาพของบริษัทได้ว่ามันจะใหญ่หรือเล็กแค่ไหน ในหลาย ๆ ครั้ง ผมก็มักจะเปรียบเทียบบริษัทที่ผมมองอยู่ว่า มันจะมีโอกาสเป็นบริษัทที่คล้าย ๆ กับบริษัทที่ยิ่งใหญ่ระดับโลกที่มีอยู่ในประเทศอื่นที่พัฒนาแล้วหรือไม่&lt;br /&gt;                ถ้าจะถามว่าอะไรเป็นสิ่งที่จะช่วยให้เรามีจินตนาการที่ดี ผมเองก็ตอบไม่ได้ชัด บางทีบางคนอาจจะมีจินตนาการได้ดีกว่าคนอื่นและเป็นความสามารถเฉพาะตัว แต่สิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่ามีประโยชน์มากสำหรับผมก็คือ การที่เราเป็นคนที่มีความรู้กว้างและหลากหลายมาก ซึ่งความรู้เหล่านั้นต่างก็มักจะมาจากการอ่านหนังสือที่หลากหลายโดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นหนังสือที่ “ปฏิวัติ” ความคิดในเรื่องนั้น ๆ ตัวอย่างของหนังสือก็เช่น The Intelligent Investor ของ เบน เกรแฮม ที่เราพูดถึงเสมอ นั่นก็คือในเรื่องของ&lt;strong&gt;การลงทุน&lt;/strong&gt; แต่ในเรื่องอื่น ๆ เราก็ควรจะรู้อย่างเช่นในเรื่องของวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตของ ชาร์ล ดาร์วินส์ หรือเรื่องอื่น ๆ อีกมากมาย&lt;br /&gt;นอกจากความรู้ต่าง ๆ แล้ว ผมคิดว่าประวัติศาสตร์เป็นความรู้ที่สำคัญมากในการที่จะทำให้เรามีจินตนาการที่ดี บางคนอาจจะไม่ค่อยแน่ใจเพราะคำว่าวิชาประวัติศาสตร์ที่เราเรียนในชั้นเรียนนั้นดูเหมือนจะไม่ค่อยมีอะไรที่จะนำมาใช้ในการจินตนาการได้ แต่ในความหมายของผม ประวัติศาสตร์ก็คือเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นและมีคนบันทึกไว้ ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องของการเมืองการปกครองแต่รวมถึงเรื่องของเศรษฐกิจ เรื่องของธุรกิจ เรื่องของสังคม และอื่น ๆ อีกมาก เรื่องราวเหล่านี้ เมื่ออ่านแล้ว สิ่งที่ผมมักทำก็คือ คิดไปถึงภาพอดีตของยุคสมัยนั้นว่ามันน่าจะเป็นอย่างไร นี่อาจจะเป็นวิธีการฝึกจินตนาการแบบหนึ่งของผม&lt;br /&gt;เรื่องของจินตนาการนั้น ว่าที่จริงไม่มีกรอบ สิ่งที่ผมพูดมาทั้งหมดนั้นเป็นประเด็นเพียงน้อยนิดของสิ่งที่ผมพอจะนึกได้ วิธีหรือกระบวนการสร้างจินตนาการของแต่ละคนอาจจะแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิงซึ่งผมไม่มีอะไรจะเถียงเลย สิ่งที่ผมต้องการจะพูดมากที่สุดก็คือ ใน&lt;strong&gt;การลงทุน&lt;/strong&gt;นั้น การจินตนาการเป็นองค์ประกอบที่สำคัญ สำหรับผมแล้ว &lt;strong&gt;หุ้น&lt;/strong&gt;เกือบทุกตัวที่ซื้อ มักจะเกิดจากจินตนาการด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดย ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร&lt;br /&gt;จาก &lt;a href="http://www.thaivi.com/"&gt;thaivi.com&lt;/a&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8660734772790158613-8995845633409246456?l=investor-amateur.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://investor-amateur.blogspot.com/feeds/8995845633409246456/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8660734772790158613&amp;postID=8995845633409246456' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8660734772790158613/posts/default/8995845633409246456'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8660734772790158613/posts/default/8995845633409246456'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://investor-amateur.blogspot.com/2008/12/blog-post_23.html' title='จินตนาการกับการลงทุน'/><author><name>wtnsc</name><uri>http://www.blogger.com/profile/03900776444125736964</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8660734772790158613.post-5864928307821492490</id><published>2008-12-23T22:04:00.003+07:00</published><updated>2008-12-23T22:11:49.216+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='การลงทุนในหุ้น'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='การลงทุน'/><title type='text'>ทำไมหุ้นไทยไม่ไปไหน</title><content type='html'>เท่าที่อ่านบทวิเคาระห์เกี่ยวกับ&lt;strong&gt;ตลาดหุ้น&lt;/strong&gt;ไทยมาหลายปี นักวิเคาระห์ดัชนี&lt;strong&gt;ตลาดหุ้น&lt;/strong&gt;ไทยมักออกมาฟันธงว่าหุ้นไทยจะไป 1,000 จุดเป็นประจำทุกปี เป็นเวลาอย่างน้อย 4-5 ปีติดต่อกัน นับตั้งแต่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจในปี 2540 เป็นต้นมา ดัชีหุ้นไทยไม่เคยขึ้นไปสูงเกิน 1,000 จุดสักครั้งเดียว จุดที่ใกล้เคียงที่สุดคือในช่วงปลายปี 2547 ที่ผ่านมา ดัชนีหุ้นขึ้นไปถึง 920 จุดก่อนที่เกิดปัญหาซับไพร์มต้นปีจนดัชนีร่วงลงไปถึง 720 จุดก่อนที่ปรับตัวกลับมาที่ 870 จุดในเดือนพฤษภาคม และลงมาเหลือ 800 จุดในปัจจุบันภายในเวลาสองสามอาทิตย์&lt;br /&gt;เมื่อเทียบกับ&lt;strong&gt;ตลาดหุ้น&lt;/strong&gt;ในประเทศอาเซียนที่เกิดวิกฤตค่าเงินด้วยกันแล้ว ดัชนีหุ้นประเทศอื่นๆในแถบนี้ต่างปรับตัวเกิน1,000 จุดไปนานแล้ว ไม่นับ&lt;strong&gt;ตลาดหุ้น&lt;/strong&gt;จีนที่กำลังร้อนแรง หรือ&lt;strong&gt;ตลาดหุ้น&lt;/strong&gt;เวียดนามที่เพิ่งเปิดดำเนินการต่างมีดัชนีแซงหน้า&lt;strong&gt;ตลาดหุ้น&lt;/strong&gt;ไทยไปกันแทบทุกประเทศ ตัวอย่างเช่น ดัชนี&lt;strong&gt;ตลาดหุ้น&lt;/strong&gt;มาเลเซียในช่วงเกิดวิกฤตเศรษฐกิจปี 2541 ดัชนีลดลงไปเหลือ 261 จุด ปัจจุบันดัชนีอยู่ที่ 1,253 จุด ดัชนี&lt;strong&gt;ตลาดหุ้น&lt;/strong&gt;อินโดนีเซียปีดที่ 2,362 จุด ดัชนี&lt;strong&gt;ตลาดหุ้น&lt;/strong&gt;ฟิลิปปินส์ปัจจุบันอยู่ที่ 3,028 จุด &lt;strong&gt;ตลาดหุ้น&lt;/strong&gt;เหล่านี้ต่างประสบปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจในช่วงปี 2540 ด้วยกันทั้งสิ้นและดัชนีลดลงไม่ต่างจากดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทยสักเท่าไหร่นัก แต่ปัจจุบัน&lt;strong&gt;ตลาดหุ้น&lt;/strong&gt;อื่นๆในภูมิภาคนี้ต่างให้ผลตอบแทนมากกว่า&lt;strong&gt;ตลาดหุ้น&lt;/strong&gt;ไทยมาก รวมทั้งปรับตัวเกิน 1,000 จุด ขณะที่&lt;strong&gt;ตลาดหุ้น&lt;/strong&gt;ไทยยังขึ้นๆลงๆอยู่แถวๆ 700-900 จุดไม่ไปไหนเสียทีมาหลายปีแล้ว&lt;br /&gt;เหตุใด&lt;strong&gt;ตลาดหุ้น&lt;/strong&gt;ไทยถึงไม่สมารถปรับตัวเกิน 1,000 จุดเหมือนประเทศอื่นๆได้เสียที น่าจะมีสาเหตุที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์นี้ขึ้นได้ ซึ่งสามารถสรุปได้ดังต่อไปนี้&lt;br /&gt;ข้อแรก สาหตุจากความไม่มั่นคงทางการเมือง ประเทศไทยผ่านการรัฐประหารครั้งล่าสุด เมื่อเดือนกันยายน 2549 นับเป็นเวลานานกว่าสิบปีที่เหตุการณ์นี้ไม่เคยเกิดขึ้นในประเทศไทย การมีรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง รวมทั้งผู้บริหารประเทศมาจากการปฏิวัติรัฐประหารนั้น ไม่ได้เป็นสิ่งที่&lt;strong&gt;นักลงทุน&lt;/strong&gt;ต่างประเทศให้ความเชื่อถือมากนัก เพราะประเทศไทยเป็นประเทศประชาธิปไตยมีรัฐบาลมาจากเลือกตั้งเป็นเวลานาน อยู่ๆทหารออกมาฉีกรัฐธรรมมูญแล้วตั้งตนเองปกครองประเทศ สำหรับประเทศในเอเซียนั้นคงหาได้ยาก ยกเว้นหากเกิดในประเทศด้อยพัฒนาอย่างในประเทศในอาฟริกาอาจไม่น่าแปลกใจนัก นอกเหนือจากนั้นการที่มีผู้คนออกมาประท้วงรัฐบาลบ่อยๆจนสามารถโค่นล้มรัฐบาลได้ ดูเหมือนเหล่านักประท้วงหล่านั้นคิดว่าวิถีทางนี้เป็นสิ่งที่น่าปฏิบัติและน่าจะได้ผลเป็นที่น่าพอใจ จึงออกมาประท้วงกันอีกรอบเพื่อไล่รัฐบาลที่ตนเองไม่ชอบออกไป แต่ที่แปลกคือประเทศประชาธิปไตยอย่างสหรัฐอเมริกา มีคนไม่ชอบประธานาธิบดีบุชอยู่มากกว่าครึ่งประเทศ แต่ก็ไม่มีใครใช้วิธีการประท้วงและปฏิวัติรัฐประหารเพื่อไล่ประธานาธิบดีบุชแต่อย่างใด ประเทศที่มีเสถียรภาพทางการเมืองสามารถทำให้ดัชนี&lt;strong&gt;ตลาดหุ้น&lt;/strong&gt;เพิ่มขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง&lt;br /&gt;เหตุผลอีกข้อหนึ่ง คือ &lt;strong&gt;ตลาดหุ้น&lt;/strong&gt;ไทยไม่มีหุ้นใหญ่เข้าตลาดมาเป็นเวลานานหลายปี ตั้งแต่การแปรรูปการไฟฟ้าฝ่ายผลิตถูกศาลระงับไป &lt;strong&gt;ตลาดหุ้น&lt;/strong&gt;ไทยก็ไม่มีหุ้นจากบริษัทใหญ่ๆหรือรัฐวิสาหกิจขนาดแสนล้านเข้าระดมทุนใน&lt;strong&gt;ตลาดหุ้น&lt;/strong&gt;อีกเลย รวมทั้งการที่บริษัทเบียร์แห่งหนึ่งถูกประท้วงจนต้องไปจดทะเบียนใน&lt;strong&gt;ตลาดหุ้น&lt;/strong&gt;สิงคโปร์แทน ทำให้มาร์เกตแคปของ&lt;strong&gt;ตลาดหุ้น&lt;/strong&gt;ไทยต้องอาศัยหุ้นบริษัทเดิมๆที่จดทะเบียนอยู่ก่อนแล้วเป็นตัวผลักดันดัชนี ซึ่งถ้าหุ้นบริษัทเหล่านั้นไม่สามารถปรับตัวเพิ่มได้มาก ดัชนีหุ้นไทยก็ไม่สามารถไปไหนไกลได้&lt;br /&gt;ดังนั้นการผลักดันให้ดัชนีหุ้นไทยเพิ่มขึ้นกว่า 1,000 จุดนั้นทำได้โดยแปรรูปรัฐวิสากิจขนาดใหญ่เข้า&lt;strong&gt;ตลาดหุ้น&lt;/strong&gt;อย่างโปร่งใส และเลิกวงจรอุบาทว์ทางการเมืองที่ประเทศไทยเผชิญอยู่เป็นเวลากว่า 50 ปี โดยการเลิกประท้วง เลิกปฏิวัติรัฐประหาร สนับสนุนรัฐบาลอยู่จนครบเทอม จากนั้นให้ประเทศเข้าสู่วงจรของการเลือกตั้งตามวิถีทางของประเทศที่เป็นประชาธิปไตยที่แท้จริงเสียที&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดย วิบูลย์ พึงประเสริฐ&lt;br /&gt;จาก &lt;a href="http://www.thaivi.com/"&gt;thaivi.com&lt;/a&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8660734772790158613-5864928307821492490?l=investor-amateur.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://investor-amateur.blogspot.com/feeds/5864928307821492490/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8660734772790158613&amp;postID=5864928307821492490' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8660734772790158613/posts/default/5864928307821492490'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8660734772790158613/posts/default/5864928307821492490'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://investor-amateur.blogspot.com/2008/12/blog-post.html' title='ทำไมหุ้นไทยไม่ไปไหน'/><author><name>wtnsc</name><uri>http://www.blogger.com/profile/03900776444125736964</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8660734772790158613.post-1048692735487634340</id><published>2008-11-26T07:15:00.004+07:00</published><updated>2008-11-26T07:26:39.829+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='การลงทุนในหุ้น'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='การลงทุน'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='การเงิน'/><title type='text'>เจาะกลยุทธ์..นักธุรกิจ-นักลงทุน คนดัง สามวัย สามสไตล์ลงทุน</title><content type='html'>นอกจากช่วงวัยที่แตกต่างกันแล้ว กลยุทธ์หรือสไตล์ลงทุนยังไม่ซ้ำแบบของ "ชายต่างวัย" 3 นักธุรกิจ นักลงทุนชื่อดัง อย่าง.. "ธนพ เอี่ยมอมรพันธ์" "ดร.โสรัชย์ อัศวะประภา" และ "ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร" ยังมีแนวทางลงทุนของตัวเอง เพื่อต้านภาวะวิกฤติเงินเฟ้อได้อย่างน่าสนใจ&lt;br /&gt;ในวัยเพิ่งเริ่มต้นสร้างครอบครัวของ "ธนพ เอี่ยมอมรพันธ์" นักธุรกิจและนักลงทุน บอกว่า กลยุทธ์&lt;strong&gt;การลงทุน&lt;/strong&gt;ของเขาในช่วงนี้ จะไม่ทิ้งเงินลงทุนไว้ในตลาดหุ้น ตลาดตราสารหนี้ และทองคำเลย เนื่องจากมองว่าทุกตลาดมีความเสี่ยงเกินไป จึงเน้นเก็บเป็นเงินสดมากที่สุด&lt;br /&gt;โดยเขาใช้วิธีเก็บเงินสดไว้ในรูป Currency หรือลงทุนในค่าเงินสกุลต่างๆ ของโลก 7 สกุล ไม่ว่าจะเป็นสกุลดอลลาร์ ดอลลาร์ออสเตรเลีย หยวนของจีน เยนของญี่ปุ่น เงินยูโร เงินสวิสฟรังก์ และปอนด์อังกฤษ&lt;br /&gt;เป้าหมายเพื่อเป็นการกระจายความเสี่ยงของเงินลงทุนไปยังเงินสกุลต่างๆ ของโลก แทนที่จะฝากเงินไว้กับสกุลใดสกุลหนึ่ง&lt;br /&gt;"ตอนนี้ผมไม่มีเงินลงทุนในหุ้น บอนด์ และทองคำเลย พอร์ตลงทุนเป็น 0% แต่จะกระจายไปเก็บไว้ในค่าเงิน 7 สกุลหลัก เพราะมองว่าในโลกนี้รัฐบาลของแต่ละประเทศจะมีมูลค่าของค่าเงินไม่เหมือนกัน ผมจึงใช้วิธีให้ค่าสกุลต่างๆ เฮดจ์ระหว่างกันเอง ถ้าช่วงไหนที่ค่าเงินบางสกุลมีค่ามากขึ้น ผมก็จะโยกเงินลงทุนไปในสกุลที่มีค่าขึ้นมากกว่า แต่จะรอจังหวะว่าอะไรน่าลงทุน"&lt;br /&gt;ส่วน&lt;strong&gt;การลงทุน&lt;/strong&gt;ในสินค้าคอมมอดิตี้อย่างน้ำมัน หรือทองคำ ธนพ มองว่า แม้คนจะมองกันว่าราคาน้ำมันจะขึ้นไปถึง 150 เหรียญต่อบาร์เรล แต่เขาเห็นว่าไม่น่าจะใช่จังหวะเวลาที่น่าลงทุนในช่วงนี้แล้ว รวมถึงลงทุนในทองคำ ด้วย&lt;br /&gt;"ผมดูว่าไทมิ่งไม่น่าจะลงทุนในน้ำมัน หรือทองคำ เพราะคิดว่าราคาทองคำไม่น่าจะไปถึง 2,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และถ้าจะลงทุนก็ควรต้องซื้อก่อนนานมาก"&lt;br /&gt;แต่สำหรับ "ดร.โสรัชย์ อัศวะประภา" นักธุรกิจและนักลงทุน ในวัย 43 ปี กลับมีกลยุทธ์หรือสไตล์&lt;strong&gt;การลงทุน&lt;/strong&gt;ที่ต่างออกไป&lt;br /&gt;เขากล่าวว่า ไลฟ์สไตล์ของแต่ละช่วงชีวิตของเขามีผลต่อ&lt;strong&gt;การลงทุน&lt;/strong&gt; อย่างเขาตอนนี้อายุ 43 ปี จะมีแนวทาง&lt;strong&gt;การลงทุน&lt;/strong&gt;ที่ต่างจากตอนอายุ 20 ปี ที่พอได้เงินมาก็จะใช้หมดไม่ห่วงกลัวอนาคต&lt;br /&gt;แต่พอมีอายุมากขึ้นเช่นตอนนี้ ก็เริ่มสร้าง “Cash Machine” หรือเครื่องมือสร้างเงินสดให้แก่ตัวเองและพ่อแม่ ซึ่งก็คือ การสร้างธุรกิจเป็นของตัวเองโดยตั้งบริษัทขึ้นมา&lt;br /&gt;“ผ่านไป 10 ปีตอนนี้เริ่มเห็นแคชเข้ามาชัดเจนขึ้น เพราะธุรกิจเริ่มมีกำไรหลังจากที่เจ๊งมาก็มาก”&lt;br /&gt;ด้านกลยุทธ์&lt;strong&gt;การลงทุน&lt;/strong&gt;ช่วงนี้ โสรัชย์ บอกว่า จะมองเรื่องความมั่นคงของเงินลงทุนเป็นหลักไว้ก่อน โดยจะไม่ลงทุนในสิ่งที่หวือหวา เพราะไม่ต้องการเสียเงินต้นไป และจะต้องมีเงินสดไว้เป็นสภาพคล่องด้วย&lt;br /&gt;“ศัตรูสำคัญของ&lt;strong&gt;การลงทุน&lt;/strong&gt;ก็คือ เงินเฟ้อ ผมจะสู้กับเงินเฟ้อ เพื่อให้เงินที่ลงทุนไปแล้วได้รับผลตอบแทนกลับคืนที่สูงกว่า”&lt;br /&gt;พอร์ต&lt;strong&gt;การลงทุน&lt;/strong&gt;ของโสรัชย์ช่วงนี้ส่วนใหญ่จึงเทน้ำหนัก 60% ของเงินลงทุนไปยังสินทรัพย์ที่คุ้มครองเงินต้น แต่ต้องได้ผลตอบแทนสูงกว่าเงินเฟ้อ เช่น ตราสารหนี้ พันธบัตร เป็นต้น&lt;br /&gt;แต่จะมีเงินอีกส่วนหนึ่งราว 10% จะนำไปลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง เช่น การเทรดดิ้งหุ้น ด้วยเช่นกัน&lt;br /&gt;สุดท้าย เป็นเงินที่กันไว้สำรองฉุกเฉินราว 30% ของเงินลงทุนส่วนตัว&lt;br /&gt;“กองทัพหน้า จะเหมือนกับหน่วยคอนมานโดไว้บุกลงทุนในสิ่งที่มีความเสี่ยง หรือเทรดดิ้งในหุ้น ส่วนกองทัพหลัก จะเน้นต้องมีผลตอบแทนสูงกว่าเงินเฟ้อ และเน้นคุ้มครองเงินต้น ส่วนที่เหลือจะกันไว้เป็นกองเสบียงสำรองเมื่อเวลาฉุกเฉินของชีวิต”&lt;br /&gt;ในฐานะที่เป็นนักธุรกิจ ช่วงวัยกลางคนถือเป็นช่วงที่สร้างรายได้ได้มากที่สุด โสรัชย์บอกว่า สิ่งที่จำเป็นและต้องระมัดระวังให้มากก็คือ มักจะถูกจูงใจให้ไปลงทุนในสิ่งที่ให้ผลตอบแทนสูง แต่อย่าลืมนึกถึงความเสี่ยงสูงที่แฝงอยู่ไว้ด้วย&lt;br /&gt;“&lt;strong&gt;การลงทุน&lt;/strong&gt;ที่ดีของวัยมากกว่า 40 ปี เราต้องดู&lt;strong&gt;การลงทุน&lt;/strong&gt;ที่มูลค่าแท้จริงและเลือกเฟ้นหา โดยต้องแยกให้ออกว่าระหว่างความฝันที่เราตั้งไว้ว่าจะดูแลครอบครัวอย่างไรเมื่อเกษียณอายุกับความเพ้อฝัน เพราะช่วงวัยนี้จะมีเงินสดมาก ทำให้&lt;strong&gt;การลงทุน&lt;/strong&gt;ขยายตัวและมีเครดิตที่ดี&lt;br /&gt;ช่วงนี้จึงต้องระมัดระวัง เพราะจะวูบได้ง่ายกับ&lt;strong&gt;การลงทุน&lt;/strong&gt; ซึ่งจะวิ่งเข้ามาหามา&lt;br /&gt;อยากแนะนำว่า ความฝันกับเพ้อฝันต้องแยกให้ชัดเจน เพราะเพ้อฝันคือจะมองผลตอบแทนสูงที่เสนอให้ ฉะนั้น จึงไม่ควรออกนอกธุรกิจที่เป็นเฉพาะทาง และลงทุนในสิ่งที่มีทักษะความรู้ชัดเจน"&lt;br /&gt;นอกจากการวางแผนลงทุนแล้ว สิ่งสำคัญของคนในวัยนี้ก็คือ การวางแผนการศึกษาเพื่อลูก&lt;br /&gt;“เรื่องลูกคิดว่าปัจจุบันค่าเล่าเรียนได้เพิ่มสูงขึ้นมาก และมีการศึกษาหลายรูปแบบ จึงจะกันเงินไว้ก้อนหนึ่งเพื่อการศึกษาลูกในระดับปริญญาตรีและปริญญาโท แต่การวางแผนการศึกษาจะขึ้นอยู่กับแคช แมชชีน หรือรายได้ของแต่ละคนด้วย”&lt;br /&gt;นอกจากวางแผนการศึกษาให้ลูกแล้ว โสรัชย์ยังวางแผนด้านดูแลสุขภาพอีกด้วย&lt;br /&gt;“ผมแต่งงานช้า มาแต่งงานเมื่อตอนอายุ 37 ปี ตอนนี้มีลูก 3 คน คนโตอายุ 5 ขวบ 3 ขวบ และ 2 ขวบ กว่าลูกจะมีวุฒิภาวะก็อีกประมาณ 20 ปีกว่า เรื่องส่วนตัวจึงต้องวางแผนดูแลสุขภาพ ออกกำลังกาย สำหรับผมคิดว่าเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อไม่ให้เป็นอัลไซเมอร์เสียก่อนที่ลูกจะโต”&lt;br /&gt;ด้านการทำธุรกิจก็เช่นกัน เขาบอกว่า ได้ประกันความเสี่ยงธุรกิจไว้โดยแยกเงินไว้หลายส่วนทั้งในบัญชีออมทรัพย์ กองทุนมันนี่มาร์เก็ต รวมถึงการกู้เงินธนาคาร หรือการระดมทุนด้วยการออกตราสารหนี้ เพื่อขยายความมั่นคงของธุรกิจ&lt;br /&gt;“ช่วงวัยนี้ต้องระมัดระวังการขยายตัวธุรกิจและลูกหนี้ เพราะมองว่าประเทศมีความเสี่ยง เราต้องพิจารณาตลอดว่า เมื่อใดที่ยอดขายเราลดลงครึ่งหนึ่ง เราจะดูแลพนักงานต่อไปได้หรือไม่ ส่วน&lt;strong&gt;การลงทุน&lt;/strong&gt;หลักๆ ในพอร์ตของผมจะผ่านกองทุนรวม ถ้าไม่มั่นใจก็ลงทุนแบบคุ้มครองเงินต้น ผลตอบแทนอาจไม่มากแต่ปลอดภัย แต่มีเงินบางส่วนลงทุนในหุ้นด้วย” โสรัชย์ กล่าว&lt;br /&gt;ในขณะที่คนส่วนใหญ่มักมองว่า &lt;strong&gt;การลงทุนในหุ้น&lt;/strong&gt; เป็นเรื่องอันตรายสำหรับคนที่มี "อายุมาก" หรือไม่เหมาะสำหรับคนในวัยเกษียณ เพราะมีความเสี่ยงสูง และควรหลีกเลี่ยงลงทุน เช่นในช่วงวิกฤติเงินเฟ้อสูงเช่นนี้ แต่สำหรับ "ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร" นักลงทุน Value Investor กลับมีคอนเซปต์&lt;strong&gt;การลงทุน&lt;/strong&gt;ในมุมต่างว่า ยิ่งอายุมาก จำเป็นต้องลงทุนในหุ้นสัดส่วนมากๆ เพราะหุ้นจะทำงานแทนเรา ถ้าไม่ลงทุนก็เหมือนหยุดทำงาน&lt;br /&gt;“ช่วงตอนที่เป็นหนุ่มยังสามารถทำงานได้ จึงไม่ต้องลงทุนมาก แต่เมื่ออายุมากขึ้นผมมีคอนเซปต์ว่า ต้องลงทุนในหุ้นมากๆ เพื่อให้หุ้นทำงานแทนเรา เพราะถ้าหากเกษียณแล้ว ไม่มีงานทำ ก็เท่ากับกินของเก่า ซึ่งเป็นความคิดที่ไม่ถูกต้อง เพราะมีโอกาสที่จะไม่มีเงินใช้ในอนาคต”&lt;br /&gt;ดร.นิเวศน์บอกว่า &lt;strong&gt;การลงทุน&lt;/strong&gt;เพื่อให้ได้รับผลตอบแทนที่ดีระยะยาว จะรู้จักหากิจ&lt;strong&gt;การลงทุน&lt;/strong&gt;ที่มีความมั่นคง จ่ายปันผลสม่ำเสมอ มีการเติบโตทุกปี จะทำให้&lt;strong&gt;การลงทุน&lt;/strong&gt;ไม่มีความเสี่ยง เพราะบริษัทจะมีอัตราการเติบโตขึ้นเรื่อยๆ แม้ราคาหุ้นไม่ขึ้น แต่ก็จะไม่ขาดทุน เพราะยังได้เงินปันผล บางบริษัทให้ปันผลถึง 10% ต่อปี&lt;br /&gt;ส่วน&lt;strong&gt;การลงทุน&lt;/strong&gt;ในช่วงนี้ ดร.นิเวศน์กล่าวว่า พอร์ตลงทุนส่วนตัวยังลงทุนในหุ้นทั้ง 100% ของเงินลงทุน แม้ว่าในปีที่ผ่านมา (2550) ผลตอบแทนจากหุ้นจะแย่กว่าตลาด โดยได้รับผลตอบแทนจาก&lt;strong&gt;การลงทุน&lt;/strong&gt; 7% แพ้ตลาดที่ได้ 26% ต่อปี&lt;br /&gt;"แต่เราจะไม่เปรียบเทียบตลาด ผมลงทุนได้ 7% ก็ดีกว่าฝากเงิน หลักการของผมขอเพียงอย่าให้ขาดทุนเท่านั้น ขณะที่ค่าพีอีหุ้นไทยที่ 10 เท่าขณะนี้ ใกล้เคียงกับเมื่อ 30 ปีที่แล้ว ถ้าเข้าลงทุนและถือยาวได้ 4-5 ปี เชื่อว่าดัชนีต้องมากกว่าวันนี้ ก็จะไม่ขาดทุน เพราะยังได้รับปันผล" ดร.นิเวศน์ กล่าว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บทความจาก &lt;a href="http://www.bangkokbizweek.com/"&gt;bangkokbizweek&lt;/a&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8660734772790158613-1048692735487634340?l=investor-amateur.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://investor-amateur.blogspot.com/feeds/1048692735487634340/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8660734772790158613&amp;postID=1048692735487634340' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8660734772790158613/posts/default/1048692735487634340'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8660734772790158613/posts/default/1048692735487634340'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://investor-amateur.blogspot.com/2008/11/blog-post.html' title='เจาะกลยุทธ์..นักธุรกิจ-นักลงทุน คนดัง สามวัย สามสไตล์ลงทุน'/><author><name>wtnsc</name><uri>http://www.blogger.com/profile/03900776444125736964</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8660734772790158613.post-1181832084481046427</id><published>2008-02-17T12:13:00.004+07:00</published><updated>2008-02-17T12:26:00.165+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='การลงทุนในกองทุน'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='การลงทุนในทองคำ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='การลงทุน'/><title type='text'>วิธีเลือกลงทุนเพื่อความปลอดภัยทางการเงิน</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:arial;"&gt;น.ส. สุวภา เจริญยิ่ง กรรมการผู้จัดการ บล.ธนชาต กล่าวผ่านรายการ Smart Money ว่า ในภาวะที่ราคาหุ้นผันผวน &lt;strong&gt;ผู้ลงทุน&lt;/strong&gt;ควร&lt;strong&gt;ลงทุน&lt;/strong&gt;ด้วยความปลอดภัย ซึ่งต้องดูจากความต้องการของแต่ละคนว่ายอมรับความเสี่ยง และพอใจระดับผลตอบแทนในระดับใด ซึ่ง&lt;strong&gt;การลงทุน&lt;/strong&gt;ที่น่าสนใจมีหลากหลายวิธี ดังนี้- &lt;strong&gt;การฝากเงิน&lt;/strong&gt;กับธนาคารพาณิชย์ เหมาะสำหรับ&lt;strong&gt;นักลงทุน&lt;/strong&gt;ที่ชอบความเสี่ยงต่ำ ผลตอบแทนขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละแห่งซึ่งมีความแตกต่างกัน &lt;strong&gt;ผู้ลงทุน&lt;/strong&gt;ควร&lt;strong&gt;ฝากเงิน&lt;/strong&gt;อย่างน้อย 1 ปี ซึ่งมี&lt;strong&gt;อัตราดอกเบี้ยประมาณ 3%&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;- &lt;strong&gt;กองทุนตราสารหนี้&lt;/strong&gt; ซึ่งมีความน่าสนใจในภาวะที่มีการลด&lt;strong&gt;อัตราดอกเบี้ย&lt;/strong&gt;เนื่องจากประสบปัญหา&lt;strong&gt;เงินบาท&lt;/strong&gt;แข็งค่า และปัญหา Subprime &lt;strong&gt;ผู้ลงทุน&lt;/strong&gt;ควร&lt;strong&gt;ลงทุนระยะยาว&lt;/strong&gt;เกินกว่า 1 ปี และในปลายเดือนกุมภาพันธ์นี้คาดว่าจะมีการออกพันธบัตรออมทรัพย์กว่า 5 หมื่นล้านบาท และบริษัทเอกชนก็จะทยอยออกตราสารหนี้ในรูปแบบหุ้นกู้ ซึ่งขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละแห่งว่าจะออกหุ้นกู้อายุเท่าใด อาจเป็นได้ตั้งแต่ 2 - 7 ปี ซึ่ง&lt;strong&gt;ผู้ลงทุน&lt;/strong&gt;ควรดูจังหวะของ&lt;strong&gt;เงินลงทุน&lt;/strong&gt; และเปรียบเทียบผลตอบแทนก่อนตัดสินใจ&lt;strong&gt;เลือกลงทุน&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;- &lt;strong&gt;กองทุนอสังหาริมทรัพย์&lt;/strong&gt; เหมาะสำหรับถือ&lt;strong&gt;ลงทุนในระยะยาว&lt;/strong&gt; ให้ผลตอบแทน 5-7% ปัจจุบันมีทั้งหมด 15 กองทุน ซึ่งเป็นที่สนใจของ&lt;strong&gt;นักลงทุน&lt;/strong&gt;อย่างมาก เนื่องจากราคาที่ดินมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และหากมีการยกเลิกมาตรการกันสำรอง 30% ก็อาจทำให้มี&lt;strong&gt;เม็ดเงินลงทุนจากนักลงทุนต่างชาติ&lt;/strong&gt;เข้ามา&lt;strong&gt;ลงทุน&lt;/strong&gt;มากขึ้น ซึ่งช่วยเสริมสภาพคล่องให้กับกองทุนอสังหาริมทรัพย์ได้&lt;br /&gt;- &lt;strong&gt;Structure Note&lt;/strong&gt; เป็นการรวม&lt;strong&gt;ตราสารอนุพันธ์ และตราสารหนี้&lt;/strong&gt;เข้าด้วยกัน ถือเป็นความท้าทายใหม่ ในการออกแบบ&lt;strong&gt;การลงทุนในอนุพันธ์&lt;/strong&gt;ที่อ้างอิงกับหลักทรัพย์ต่าง ๆ เช่น SET 50 หรือ ทองคำ โดยหากเงื่อนไข&lt;strong&gt;การลงทุน&lt;/strong&gt;เป็นไปตามที่กำหนด เช่น ดัชนี SET 50 แกว่งตัวในระดับที่กำหนดไว้ ก็จะได้ผลตอบแทนเพิ่มเติม&lt;br /&gt;- &lt;strong&gt;ทองคำ&lt;/strong&gt; ซึ่งอาจเป็นได้ทั้ง&lt;strong&gt;การลงทุนในทองคำ&lt;/strong&gt;โดยตรง หรือผ่านกองทุน โดยในขณะนี้มีการเก็งกำไรจากมูลค่าทองคำที่ผันผวนตามราคาน้ำมัน และราคาของโลหะในตลาดโลกก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเช่นกัน สุวภาบอกด้วยว่า ไม่ว่า&lt;strong&gt;ผู้ลงทุน&lt;/strong&gt;จะ&lt;strong&gt;เลือกลงทุน&lt;/strong&gt;แบบใด ก็ควรที่จะพิจารณา ให้เหมาะกับสไตล์&lt;strong&gt;การลงทุน&lt;/strong&gt;ของตัวเอง สำหรับผลตอบแทนจาก&lt;strong&gt;การลงทุน&lt;/strong&gt; มองว่าเป็นเรื่องของความผันผวนมากกว่า เช่น &lt;strong&gt;อัตราดอกเบี้ย 7%&lt;/strong&gt; มีความผันผวนน้อย &lt;strong&gt;อัตราดอกเบี้ย 20%&lt;/strong&gt; มีความผันผวนมาก แต่ในบางครั้งกรณีที่มีความเสี่ยงมาก ก็มีโอกาสที่จะได้ผลตอบแทนต่ำก็เป็นได้ ดังนั้น &lt;strong&gt;การตัดสินใจลงทุน&lt;/strong&gt;จึงขึ้นอยู่กับความพึงพอใจ และระดับการยอมรับความเสี่ยงของ&lt;strong&gt;ผู้ลงทุน&lt;/strong&gt;เป็นหลัก&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;บทความจาก &lt;/span&gt;&lt;a href="http://www.moneychannel.co.th/"&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;strong&gt;Money Channel&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8660734772790158613-1181832084481046427?l=investor-amateur.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://investor-amateur.blogspot.com/feeds/1181832084481046427/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8660734772790158613&amp;postID=1181832084481046427' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8660734772790158613/posts/default/1181832084481046427'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8660734772790158613/posts/default/1181832084481046427'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://investor-amateur.blogspot.com/2008/02/blog-post_839.html' title='วิธีเลือกลงทุนเพื่อความปลอดภัยทางการเงิน'/><author><name>wtnsc</name><uri>http://www.blogger.com/profile/03900776444125736964</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8660734772790158613.post-45327358807212962</id><published>2008-02-17T11:40:00.002+07:00</published><updated>2008-02-17T11:56:45.055+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='การลงทุนในกองทุน'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='การลงทุนในหุ้น'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='การลงทุน'/><title type='text'>ทางเลือกลงทุนสำหรับคนชอบเสี่ยง</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:arial;"&gt;สุวภา เจริญยิ่ง กรรมการผู้จัดการ บล.ธนชาต ได้กล่าวถึงทางเลือก&lt;strong&gt;การลงทุน&lt;/strong&gt;ผ่านรายการ Smart Money ว่า ปัจจุบันตลาดทุนไทยมีตราสารที่สามารถ&lt;strong&gt;ลงทุน&lt;/strong&gt;ได้หลากหลายประเภท เช่น หุ้น ใบสำคัญแสดงสิทธิ (Warrant) Exchange Traded Fund (ETF) ฟิวเจอร์ส และออปชัน เป็นต้น ซึ่งแม้ว่า&lt;strong&gt;การลงทุน&lt;/strong&gt;ในสินค้าเหล่านี้จะมีความเสี่ยงจากความผันผวนของดัชนี โดยเฉพาะหุ้น แต่&lt;strong&gt;การลงทุนในหุ้น&lt;/strong&gt;ก็ยังสามารถสร้างผลตอบแทนเฉลี่ยได้ที่ 12% ต่อปี โดยยังคงมีราคาถูกหรือระดับ P/E เฉลี่ยทั้งตลาดเพียง 11 เท่า และยังมีแนวโน้มจ่ายปันผลได้ในเดือนเมษายน - พฤษภาคมอีกด้วย ทำให้&lt;strong&gt;การลงทุนในหุ้น&lt;/strong&gt;จึงยังเป็นสิ่งที่น่าสนใจในขณะนี้สำหรับ Exchange Traded Fund (ETF) กองแรกของไทย หรือ “TDEX” นั้น เป็นกองทุนที่&lt;strong&gt;ลงทุนในหุ้น &lt;/strong&gt;50 ตัวเหมือนกองทุนที่อ้างอิง&lt;strong&gt;การลงทุน&lt;/strong&gt;ตามดัชนี SET50 แต่มีความแตกต่างกันตรงที่ TDEX สามารถตรวจสอบมูลค่า&lt;strong&gt;หน่วยลงทุน&lt;/strong&gt;ได้ตลอดเวลา (Real time) ซึ่งสะท้อนดัชนี SET50 ตามความเป็นจริงในขณะนั้นด้วยส่วน Warrant หรือหุ้นลูกนั้น แม้ว่าจะมีราคาใช้สิทธิและราคาหุ้นแม่เข้ามาเกี่ยวข้อง แต่จากฐานราคาที่มีขนาดเล็ก ทำให้ราคาสามารถเหวี่ยงตัวได้มากกว่าหุ้นแม่ ทั้งนี้ ราคา Warrant จะปรับเข้าสู่จุดสูงสุดเมื่อเข้าสู่ช่วงครึ่งอายุ เช่น วอร์แรนท์อายุ 10 ปี จะมีราคาสูงที่สุดเมื่อวอร์แรนท์นี้อายุ 5 ปี และยิ่งวอร์แรนท์มีอายุคงเหลือนาน ก็ยิ่งมีราคาใช้สิทธิสูงด้วยสำหรับ SET50 Index Futures และ SET50 Options นั้น &lt;strong&gt;นักลงทุน&lt;/strong&gt;สามารถใช้ทำกำไรได้ทั้งในช่วงที่ตลาดขาขึ้นและขาลง โดยหาก&lt;strong&gt;นักลงทุน&lt;/strong&gt;มั่นใจว่าดัชนี SET50 มีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้น ก็สามารถเข้าทำสถานะ Long Futures ควบคู่กับการซื้อหุ้น ซึ่งจะสามารถทำกำไรได้ 2 ต่อ และหากคาดการณ์ว่าดัชนีมีแนวโน้มเป็นขาลง ก็สามารถ Short Futures ไว้ได้ เพื่อประกันความเสี่ยงจากราคาหุ้นส่วนความแตกต่างของ&lt;strong&gt;การเลือกลงทุนในหุ้น&lt;/strong&gt;หรือกองทุนนั้น สุวภากล่าวว่า ขึ้นอยู่กับความสามารถในการติดตามตลาดและความชอบของ&lt;strong&gt;นักลงทุน&lt;/strong&gt; โดยหากเป็น&lt;strong&gt;นักลงทุน&lt;/strong&gt;ที่มีเวลาติดตามตลาดและมีวินัยใน&lt;strong&gt;การลงทุน&lt;/strong&gt;ก็อาจเลือก&lt;strong&gt;ลงทุนในหุ้น&lt;/strong&gt;เองได้ แต่หากเป็นผู้ที่ไม่มีเวลา ก็สามารถฝากให้ผู้จัดการกองทุนดูแลให้แทนได้เช่นกัน แต่&lt;strong&gt;นักลงทุน&lt;/strong&gt;ก็ไม่ควรพลาด&lt;strong&gt;การลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF)&lt;/strong&gt; และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ด้วย เพราะสามารถคาดหวังได้ว่าจะสร้างผลตอบแทนสูงขึ้นได้ในระยะยาว ส่วนการตัดสินใจ&lt;strong&gt;ลงทุนในหุ้นบุริมสิทธิและหุ้นสามัญ&lt;/strong&gt;นั้น จะขึ้นอยู่กับความสามารถในการยอมรับความเสี่ยงของ&lt;strong&gt;นักลงทุน&lt;/strong&gt; โดยหากเป็น&lt;strong&gt;นักลงทุน&lt;/strong&gt;ที่ต้องการผลตอบแทนที่สม่ำเสมอ ไม่สนใจเรื่องสภาพคล่องของหุ้น หรือเป็นผู้ที่กังวลในสถานการณ์ของบริษัทจดทะเบียนนั้น ๆ ก็ควรเลือก&lt;strong&gt;ลงทุนในหุ้นบุริมสิทธิ &lt;/strong&gt;เพราะมีความปลอดภัยจาก&lt;strong&gt;การลงทุน&lt;/strong&gt;สูงกว่านอกเหนือจาก&lt;strong&gt;การลงทุนในตราสารประเภทต่าง ๆ&lt;/strong&gt; แล้ว สุวภายังแนะนำว่า &lt;strong&gt;นักลงทุน&lt;/strong&gt;ควรกระจาย&lt;strong&gt;การลงทุนในสินทรัพย์&lt;/strong&gt;ให้เหมาะสม (Asset Allocation) ด้วย เพื่อเพิ่มโอกาสในการสร้างผลตอบแทน และ&lt;strong&gt;นักลงทุน&lt;/strong&gt;ก็ควรติดตามสภาวะ&lt;strong&gt;การลงทุน&lt;/strong&gt;อย่างสม่ำเสมอด้วยเช่นกัน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;บทความจาก &lt;strong&gt;&lt;a href="http://www.moneychannel.co.th/"&gt;Money Channel&lt;/a&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8660734772790158613-45327358807212962?l=investor-amateur.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://investor-amateur.blogspot.com/feeds/45327358807212962/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8660734772790158613&amp;postID=45327358807212962' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8660734772790158613/posts/default/45327358807212962'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8660734772790158613/posts/default/45327358807212962'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://investor-amateur.blogspot.com/2008/02/blog-post_17.html' title='ทางเลือกลงทุนสำหรับคนชอบเสี่ยง'/><author><name>wtnsc</name><uri>http://www.blogger.com/profile/03900776444125736964</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8660734772790158613.post-7832892681850318872</id><published>2008-02-06T13:10:00.000+07:00</published><updated>2008-02-06T13:30:48.559+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='การออม'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='การออมด้วยการทำประกัน'/><title type='text'>ทำสัญญาประกันภัยอย่างไร</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;strong&gt;การซื้อประกันชีวิต&lt;/strong&gt;ไม่เหมือนกับการซื้อสินค้าที่มีรูปลักษณะ ซื้อสินค้า เช่น ซื้อตู้เย็น เอาเงินไป ตรวจดูตู้เย็นที่จะซื้อ แล้วขนกลับไปมีใบรับรองสินค้า หากเสียหายภายใน 1 ปี จะซ่อมให้ฟรี ยกเว้นการเสียหายเกิดจากการใช้หรือต้องเปลี่ยนแปลงอะไหล่&lt;br /&gt;หรือการซื้อที่ดิน เอาเงินไป เอาโฉนดไปโอนกันที่ที่ดินจังหวัด จบ สัญญามีไหม ถ้ายังไม่โอน ก็ทำสัญญาจะซื้อจะขาย  ถ้าโอนกันแล้วมีภาระเรื่องเงินหรือไม่ ถ้ายังมี ก็ทำสัญญาอีกตัว ถ้าจำนองก็เปลี่ยนมือกันอย่างนี้เป็นต้น&lt;br /&gt;แต่&lt;strong&gt;สัญญาประกันชีวิต&lt;/strong&gt; อยู่ตรงไหน ..&lt;br /&gt;ส่วนของ&lt;strong&gt;สัญญาประกันชีวิต&lt;/strong&gt;ที่ใช้เป็นหลักฐาน เริ่มกันตั้งแต่&lt;strong&gt;ใบคำขอเอาประกันภัย&lt;/strong&gt; ใบยืนยันหรือแถลงสุขภาพ ใบตรวจสุขภาพ เอกสารประกอบอื่นๆ เช่น สำเนาบัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน รวมไปถึง&lt;strong&gt;กรมธรรม์ประกันชีวิต&lt;/strong&gt;ที่บริษัทออกให้กับ&lt;strong&gt;ผู้เอาประกันภัย&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;ปกติสัญญาอื่นๆ ที่ไม่ใช่&lt;strong&gt;สัญญาประกันภัย&lt;/strong&gt; จะต้องมีลายเซ็นของทั้งสองฝ่ายลงนามและมีพยานเซ็นเป็นสักขีพยาน แต่&lt;strong&gt;สัญญาประกันชีวิต&lt;/strong&gt; &lt;strong&gt;ผู้เอาประกันภัย&lt;/strong&gt; กับผู้แทนบริษัทจะเซ็นสัญญากันคนละฉบับ &lt;strong&gt;ผู้เอาประกัน&lt;/strong&gt;ก็จะเซ็นในส่วนเอกสารที่ส่งบริษัทคือใบคำขอ  ใบแถลงสุขภาพ ใบตรวจสุขภาพเซ็นรับรอง สำเนาบัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน ฯลฯ&lt;br /&gt;แต่ส่วนของบริษัทก็คือการรับรอง&lt;strong&gt;การรับประกันภัย&lt;/strong&gt; ที่ปรากฏในใบหน้าของเอกสาร&lt;strong&gt;กรมธรรม์ประกันชีวิต&lt;/strong&gt; และเนื้อในของกรมธรรม์ซึ่งเราเรียกกันว่าเงื่อนไขกรมธรรม์บริษัทจะจ่าย จะไม่จ่าย จ่ายอย่างไร  หรือถ้าไม่จ่ายทำอะไรต่อไป จะอยู่ในเงื่อนไขนั้น&lt;br /&gt;ส่วนของบริษัทนี้สำคัญมาก เพราะขนาด&lt;strong&gt;กรมการประกันภัย&lt;/strong&gt;ให้ความสำคัญมอบสิทธิ์กับลูกค้าเมื่อรับกรมธรรม์แล้วสามารถอ่านทบทวนความพึงพอใจ ว่าตรงกับที่ตัวแทนของบบริษัทเคยมาอธิบายให้ฟังหรือไม่ หรือตรงกับใจตนเองหรือไม่ ถ้าพอใจก็สมบูรณ์ แต่ถ้าไม่พอใจให้แจ้งบริษัทเป็นหนังสือภายใน 15 วัน นับจากวันรับกรมธรรม์  ก็สามารถยกเลิก&lt;strong&gt;การรับประกันภัย&lt;/strong&gt;ครั้งนั้นได้และจะได้รับ&lt;strong&gt;เบี้ยประกันภัย&lt;/strong&gt;คืนภายหลัง โดยที่บริษัทไม่สามารถคัดค้านแต่อย่างใด&lt;br /&gt;ต่อไปนี้ จะเป็นการทำความเข้าใจถึง&lt;strong&gt;สัญญาประกันชีวิต&lt;/strong&gt; 2 ส่วนดังกล่าวข้างต้นให้ทราบอย่างละเอียด&lt;br /&gt;ส่วนแรกที่ผมบอกว่า เป็นของ&lt;strong&gt;ผู้เอาประกันภัย&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;ในการตัดสินใจ&lt;strong&gt;ทำประกันชีวิต&lt;/strong&gt; นอกจากจะพิจารณาถึงแบบของ&lt;strong&gt;การประกันชีวิต&lt;/strong&gt;และความสามารถใน&lt;strong&gt;การชำระเบี้ยประกันภัย&lt;/strong&gt;แล้ว การกรอก&lt;strong&gt;ใบคำขอเอาประกันภัย&lt;/strong&gt;มีความสำคัญเช่นเดียวกัน เพราะ&lt;strong&gt;ใบคำขอเอาประกันภัย&lt;/strong&gt;จะใช้เป็นหลักฐานในการแสดงเจตนา&lt;strong&gt;การทำประกันชีวิต&lt;/strong&gt;และมีผลต่อการพิจารณา&lt;strong&gt;รับประกันภัย&lt;/strong&gt;ด้วย&lt;br /&gt;บริษัทได้ทำแบบฟอร์มลักษณะตอบคำถาม ซึ่งแบบฟอร์มดังกล่าวต้องขอรับความเห็นชอบจากนายทะเบียน  &lt;strong&gt;ผู้เอาประกันภัย&lt;/strong&gt;สามารถกรอกหรือทำเครื่องหมายได้ไม่ยากนัก ต้องกรอกและทำเครื่องหมายได้ไม่ยากนัก ต้องกรอกและทำเครื่องหมายให้ครบถ้วนทุกแห่ง มิฉะนั้นบริษัทจะไม่ออก&lt;strong&gt;กรมธรรม์ประกันภัย&lt;/strong&gt;ให้&lt;br /&gt;ข้อสำคัญที่สุดคือ ต้องกรอก&lt;strong&gt;ใบคำขอเอาประกันภัย&lt;/strong&gt;ตามความเป็นจริงทุกประการด้วยตนเอง หรือหากผู้อื่นกรอกให้จะต้องตรวจสอบความถูกต้องก่อนลงลายมือชื่อหากปิดบังหรือไม่ตรงตามความเป็นจริงแล้ว ก็จะไม่ได้รับประโยชน์จาก&lt;strong&gt;กรมธรรม์ประกันภัย&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;บริษัทอาจบอกล้าง&lt;strong&gt;กรมธรรม์ประกันภัย&lt;/strong&gt;ได้ แม้ว่าจะได้ออก&lt;strong&gt;กรมธรรม์ประกันภัย&lt;/strong&gt;ให้&lt;strong&gt;ผู้เอาประกันภัย&lt;/strong&gt;แล้ว หรือหาก&lt;strong&gt;ผู้เอาประกันภัย&lt;/strong&gt;ถึงแก่กรรมแล้ว บริษัทก็มีสิทธิบอกล้าง&lt;strong&gt;กรมธรรม์ประกันภัย&lt;/strong&gt;ได้ ผู้รับประโยชน์ก็จะไม่ได้รับเงินตาม&lt;strong&gt;กรมธรรม์ประกันภัย&lt;/strong&gt; รายละเอียดใน&lt;strong&gt;ใบคำขอเอาประกันภัย&lt;/strong&gt; จะประกอบด้วย&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;1. ชื่อ-ชื่อสกุล และอายุของผู้เอาประกันภัย 2. ที่อยู่ของผู้เอาประกันภัย 3. อาชีพของผู้เอาประกันภัย 4. จำนวนเงินเอาประกันภัย 5. ผู้รับประโยชน์ 6. ประวัติการทำประกันชีวิต 7. ประวัติสุขภาพของผู้เอาประกันภัย&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;ส่วนที่สองคือ ส่วนของ&lt;strong&gt;กรมธรรม์ประกันภัย&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;เมื่อ&lt;strong&gt;ผู้เอาประกันภัย&lt;/strong&gt;ตกลงทำ&lt;strong&gt;ประกันภัย&lt;/strong&gt;และกรอก&lt;strong&gt;ใบคำขอเอาประกันภัย&lt;/strong&gt; พร้อมทั้ง&lt;strong&gt;ชำระเบี้ยประกัน&lt;/strong&gt;ครบถ้วนแล้ว บริษัทก็จะออก&lt;strong&gt;กรมธรรม์ประกันภัย&lt;/strong&gt;ให้ ดังนั้น เป็นหน้าที่ของ&lt;strong&gt;ผู้เอาประกันภัย&lt;/strong&gt;ที่จะต้องอ่าน&lt;strong&gt;กรมธรรม์ประกันภัย&lt;/strong&gt;โดยละเอียด เพื่อตรวจสอบความถูกต้องตรงกับความต้องการหรือไม่  และศึกษาเงื่อนไขของ&lt;strong&gt;กรมธรรม์ประกันภัย&lt;/strong&gt;พร้อมทั้งหน้าที่และสิทธิประโยชน์ที่พึงจะได้รับ องค์ประกอบของ&lt;strong&gt;กรมธรรม์ประกันภัย&lt;/strong&gt;จะประกอบด้วย&lt;br /&gt;1. หน้าตาราง&lt;strong&gt;กรมธรรม์ประกันภัย&lt;/strong&gt; เป็นรายละเอียดที่แสดงให้&lt;strong&gt;ผู้เอาประกันภัย&lt;/strong&gt;ได้รับทราบว่า เมื่อบริษัทตกลงทำ&lt;strong&gt;สัญญาประกันภัย&lt;/strong&gt;แล้ว จะระบุรายละเอียดต่างๆ ดังนี้ คือ&lt;br /&gt;ชื่อ ที่อยู่บริษัท ชื่อและชื่อสกุล &lt;strong&gt;เอาประกันภัย&lt;/strong&gt; อายุ เพศ ระยะเวลา&lt;strong&gt;เอาประกันภัย&lt;/strong&gt; ระยะเวลา ชำระเบี้ย&lt;strong&gt;ประกันภัย&lt;/strong&gt; วันเริ่ม&lt;strong&gt;สัญญาประกันภัย&lt;/strong&gt; วันเริ่ม&lt;strong&gt;สัญญาประกันภัย&lt;/strong&gt; วันครบกำหนด&lt;strong&gt;สัญญาประกันภัย&lt;/strong&gt; และ&lt;strong&gt;แบบประกันชีวิต&lt;/strong&gt; และสัญญาเพิ่มเติมที่ต้องมีการความคุ้มครอง พร้อมกับจำนวน&lt;strong&gt;เบี้ยประกันภัย&lt;/strong&gt; และจำนวนเงิน&lt;strong&gt;เอาประกันภัย&lt;/strong&gt; และที่สำคัญต้องมีการลงลายมือชื่อกรรมการผู้ได้รับมอบอำนาจจากบริษัทเพื่อพร้อมประทับตราของบริษัทไว้ด้วย&lt;br /&gt;2. ข้อกำหนดการจ่ายเงินตาม&lt;strong&gt;กรมธรรม์ประกันภัย&lt;/strong&gt; จะระบุถึงความคุ้มครอง เงื่อนไขการจ่ายเงินและผลประโยชน์ที่&lt;strong&gt;ผู้เอาประกันภัย&lt;/strong&gt;พึงได้รับ&lt;br /&gt;3. สัญญาหรือ&lt;strong&gt;กรมธรรม์ประกันภัย&lt;/strong&gt; เป็นสัญญาหรือข้อตกลงที่บริษัทมีต่อ&lt;strong&gt;ผู้เอาประกันภัย&lt;/strong&gt; เช่น การแถลงอายุหรือเพศคลาดเคลื่อน การเปลี่ยน&lt;strong&gt;แบบประกันภัย&lt;/strong&gt; ผู้รับประโยชน์ตาม&lt;strong&gt;กรมธรรม์ประกันภัย&lt;/strong&gt; การเปลี่ยนตัวผู้รับประโยชน์ตาม&lt;strong&gt;กรมธรรม์ประกันภัย&lt;/strong&gt;  สิทธิและการใช้สิทธิใน&lt;strong&gt;กรมธรรม์ประกันภัย&lt;/strong&gt; การชำระเบี้ย&lt;strong&gt;ประกันภัย&lt;/strong&gt; ระยะเวลาผ่อนผันการชำระเบี้ย&lt;strong&gt;ประกันภัย&lt;/strong&gt; เป็นต้น&lt;br /&gt;4. ตารางมูลค่า&lt;strong&gt;กรมธรรม์ประกันภัย&lt;/strong&gt; เมื่อ&lt;strong&gt;ผู้เอาประกัน&lt;/strong&gt;ไม่สามารถชำระ&lt;strong&gt;เบี้ยประกันภัย&lt;/strong&gt;ได้  &lt;strong&gt;ผู้เอาประกันภัย&lt;/strong&gt;สามารถใช้สิทธิด้วยการขอเวนคืน&lt;strong&gt;กรมธรรม์ประกันภัย&lt;/strong&gt; การเปลี่ยนแปลงกรมธรรม์เป็นแบบใช้เงินสำเร็จหรือขยายเวลา และในกรณีที่กรมธรรม์มีผลคับ และกรมธรรม์มีมูลค่าเวนคืนเงินสดแล้ว &lt;strong&gt;ผู้เอาประกันภัย&lt;/strong&gt;สามารถใช้สิทธิในการก็เงินได้อีกด้วย&lt;br /&gt;ดังนั้น ท่านผู้อ่านที่ประสงค์หรือสนใจจะทำ&lt;strong&gt;ประกันชีวิต&lt;/strong&gt; ก็คงจะรู้สึกอบอุ่นและสบายใจได้ว่า&lt;strong&gt;สัญญาประกันชีวิต&lt;/strong&gt;มีจริง  มีมากรายละเอียดและสามารถนำเป็นหลักฐานในระยะเวลา  10 - 20 ปี ที่เรา&lt;strong&gt;ทำประกันชีวิต&lt;/strong&gt;ไว้ได้อย่างแน่นอนไม่เปลี่ยนแปลง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;บทความจาก นิตยสาร &lt;strong&gt;Thailand Insurance&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8660734772790158613-7832892681850318872?l=investor-amateur.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://investor-amateur.blogspot.com/feeds/7832892681850318872/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8660734772790158613&amp;postID=7832892681850318872' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8660734772790158613/posts/default/7832892681850318872'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8660734772790158613/posts/default/7832892681850318872'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://investor-amateur.blogspot.com/2008/02/blog-post_3533.html' title='ทำสัญญาประกันภัยอย่างไร'/><author><name>wtnsc</name><uri>http://www.blogger.com/profile/03900776444125736964</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8660734772790158613.post-936832568754571420</id><published>2008-02-06T12:49:00.000+07:00</published><updated>2008-02-06T13:03:44.904+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='การออม'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='การออมด้วยการทำประกัน'/><title type='text'>ออมเงินเพื่อลูก</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:arial;"&gt;เมื่อชีวิตใหม่เกิน คนที่เป็นพ่อแม่ ต้องมีกิจกรรมเพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการกิน การนอน สุขภาพ สนุก แบบยุ่งๆ ตลอดเวลา ต้องเป็นกังวลเรื่องสุขภาพ  การเรียน จนกว่าลูกจะสามารถหารายได้เลี้ยงตัวเอง หรือยาวไปถึงชีวิตครอบครัวเลยทีเดียว&lt;br /&gt;ซึ่งกว่าจะไปถึงจุดนั้น คนที่เป็นพ่อ แม่ ควรจะต้องมีการวางแผนเรื่องการเงินอย่างรอบครอบ เพราะแต่ละช่วงวัยของการเปลี่ยนแปลง จะมีความจำเป็น และเกี่ยวข้องกับค่าใช้จ่าย ส่วนจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับสถานการณ์ และความจำเป็น&lt;br /&gt;การวางแผนทางการเงินเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับ พ่อแม่ โดยเฉพาะพ่อแม่ มือใหม่  &lt;strong&gt;การประกันชีวิต&lt;/strong&gt; ดูจะเป็นสิ่งที่จะสามารถตอบคำถาม และตอบสนองความต้องการ ที่กล่าวมาแล้วได้ทุกข้อทีเดียว  เพราะวางแผนผ่าน &lt;strong&gt;ระบบประกันชีวิต&lt;/strong&gt; เป็นการช่วยสร้างวินัย ใน&lt;strong&gt;การออม&lt;/strong&gt; ได้เป็นอย่างดี อย่างน้อยก็เป็นการสร้างความอุ่นใจให้กับพ่อแม่ ว่าในอนาคตลูกของคุณ จะได้รับความคุ้มครอง ในเรื่องของสุขภาพ เรื่องของทุนการศึกษา และมีเงินออมใช้ยามฉุกเฉินได้&lt;br /&gt;เนื่องจาก &lt;strong&gt;การทำประกัน&lt;/strong&gt;เพื่อลูก ในปัจจุบัน มีความหลากหลาย  ซึ่งพ่อแม่สามารถเลือกที่จะทำซื้อได้ให้ตรงกับความต้องการของลูก  เช่น ทำ&lt;strong&gt;ประกัน&lt;/strong&gt;เพื่อความคุ้มครองด้านการศึกษา  หรือทำ&lt;strong&gt;ประกัน&lt;/strong&gt;เพื่อสร้างสวัสดิการการรักษาพยาบาล   หรือ อาจจะเผื่อไว้สำหรับในอนาคต ของลูกในเรื่องหลังจากที่ลูกสำเร็จการศึกษาเลยก็ยังได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับกำลังทรัพย์ ที่มีอยู่&lt;br /&gt;ทั้งนี้วิธีการง่ายๆ สำหรับพ่อ แม่ ไม่ต้องกังวลว่า ลูกยังเล็กใครจะเป็นผู้รับผลประโยชน์เพราะลูกยังเล็กเกินไป  ตัดสินกันไม่ได้ว่าจะให้ใครเป็นผู้รับผลประโยชน์  ซึ่งแน่นอนว่าคนที่จะต้องถูกระบุชื่อว่าเป็นผู้รับผลประโยชน์ก็ย่อมต้องเป็นลูก เพียงแต่ พ่อ แม่ต้องเป็นผู้จ่ายเงินเท่านั้น &lt;br /&gt;เพราะคนที่มีสิทธิ์ บนกรมธรรม์ไม่ใช่คนจ่ายเงิน แต่ถ้าใช้ชื่อพ่อ หรือแม่ เป็น&lt;strong&gt;ผู้เอาประกัน&lt;/strong&gt;  ลูก จะได้รับผลประโยชน์ก็ต่อเมื่อครบอายุสัญญาและพ่อ หรือแม่ได้เงินคืน  หรือ ตอนที่พ่อ หรือแม่ เสียชีวิต ลูกก็จะได้รับผลประโยชน์ นอกจากนี้หากพ่อหรือแม่เป็น&lt;strong&gt;ผู้เอาประกัน&lt;/strong&gt;เอง ยังจะได้รับสิทธิประโยชน์ในการลดหยดภาษีอีกด้วย&lt;br /&gt;แต่หากใช้ชื่อ ลูก เป็น&lt;strong&gt;ผู้เอาประกัน&lt;/strong&gt; แบบนี้ดีตรงที่ลูก  จะได้รับ คือ  1. ความคุ้มครอง 2. เป็น&lt;strong&gt;การออมเงิน&lt;/strong&gt;ให้ลูกในยามเจ็บป่วย  โดยที่ความคุ้มครองยังอยู่ครบ  เปรียบเสมือนกับเป็นสวัสดิการของลูก  แถมยังมีเงินออมไว้ใช้ เมื่อคบสัญญาอีกด้วย&lt;br /&gt;สำหรับข้อดีอีกประการหนึ่งของ&lt;strong&gt;การทำประกันชีวิต&lt;/strong&gt;ให้ลูกคือ ความมั่นใจเรื่องของอนาคต และการศึกษาของลูก ตรงนี้หาก พ่อ แม่ ศึกษาถึง&lt;strong&gt;แบบประกัน&lt;/strong&gt; &lt;strong&gt;ประกัน&lt;/strong&gt;ประเภทเพื่อการศึกษาของลูก จะเห็นว่ามีหลาย&lt;strong&gt;บริษัทประกันชีวิต&lt;/strong&gt; ที่มีสินค้าประเภทนี้ที่มีความหลากหลาย ไว้ให้เลือกมากมาย ลองนำ&lt;strong&gt;แบบประกัน&lt;/strong&gt;หลายๆ แบบ และหลายบริษัทมาเปรียบเทียบ โดยนำหลักของความพึงพอใจ เป็นที่ตั้ง และบวกลบ คุณ หาร ด้วย เงินในกระเป๋า  ซึ่งต้องเป็น แบบและ&lt;strong&gt;ทุนประกัน&lt;/strong&gt;ที่ต้องไม่สร้างภาระ ทั้งในปัจจุบันและในอนาคต ให้กับครอบครัว  แล้วตัดสินใจเลือกได้เลยรับรอบว่าดีแน่นอน&lt;br /&gt;หรือจะใช้หลัก และวิธีการคิด ง่ายๆ  ในการสร้าง&lt;strong&gt;กองทุนประกันชีวิต&lt;/strong&gt;  คือย้อนกลับไปดูรายได้ของคุณ ว่ามีเท่าไหร่ แล้วชักออกมา 10-15%  สำหรับจ่าย&lt;strong&gt;เบี้ยประกันภัย&lt;/strong&gt;ในแต่ละปี  แต่ถ้ามันยังไม่มากพอ   ก็สามารถที่จะซื้อเพิ่มได้ตามที่ ความสามารถ และกำลังทรัพย์ที่มี และคาดว่าจะหาได้ตลอดอายุ&lt;strong&gt;สัญญาประกันภัย&lt;/strong&gt;ที่ซื้อไว้&lt;br /&gt;นอกจากนี้ คุณพ่อ คุณแม่ ยังสามารถที่จะเลือกที่ความคุ้มครองสูง &lt;strong&gt;เบี้ยประกันต่ำ&lt;/strong&gt; ซึ่งเหมาะสำหรับการสร้างกองทุนระยะยาว  ที่เหมาะสำหรับ&lt;strong&gt;ประกัน&lt;/strong&gt;เฉพาะอนาคตให้ลูก เช่น คำนวณ แล้วว่า ควรจะ&lt;strong&gt;ซื้อประกัน&lt;/strong&gt;ที่มีระยะเวลา 18 ปี  สำหรับใช้เงินเมื่อลูก เริ่มต้นเรียนปริญญาตรี แทนที่จะเลือกซื้อแบบสะสมทรัพย์ ที่มีเงินจ่ายคืนทุกปี  เปลี่ยนเป็นรับเงินเมื่อครบสัญญาของกรมธรรม์ แล้วรับเงินก้อนโตทีเดียว เรียกว่าเป็น ดอกเบี้ยทบต้นทบดอกไปเลย &lt;br /&gt;หรือหากตั้งใจว่าจะ&lt;strong&gt;ทำประกัน&lt;/strong&gt;ไว้แบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายระหว่างทาง แทนที่จะรับเงินก้อนตอนที่ครบสัญญาอย่างเดียว  คุณก็สามารถทำได้ด้วยการขอรับเงินคืนระหว่างปีสำหรับเป็นค่าเทอม ก็สามารถทำได้ ตรงนี้ไม่มีปัญหา แต่ต้องปรึกษากับตัวแทน หรือเจ้าหน้าที่บริษัท เพื่อขอคำแนะนำดู เพื่อไม่ให้เสียประโยชน์ในการ&lt;strong&gt;ทำประกัน&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;หากคุณ ยังไม่แน่ใจว่าตลอดระยะเวลาของ&lt;strong&gt;สัญญาประกันภัย&lt;/strong&gt; ว่าจะเป็น 10 ปี หรือ 15 ปี หากเกิดอะไรขึ้นกับชีวิต จะทำอย่างไร ตรงนี้ก็มีทางออกเช่นกัน คือ ด้วยการ&lt;strong&gt;การซื้อประกัน&lt;/strong&gt;ออกเป็น 2  ฉบับ คือ ในระดับมัธยม และแบ่งไว้สำหรับ อุดมศึกษา  คือ ฉบับแรก ซื้อกรมธรรม์ที่มีอายุ 10 ปี 1 กรมธรรม์  วางแผนไว้ว่าเมื่อครบสัญญาลูก เรียนจบชั้นประถม จะได้มีเงินไปเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับเรียนมัธยม   และซื้ออีก 1 กรมธรรม์ ที่มีระยะเวลา 15 ปี เพื่อที่จะได้ใช้เงินเมื่อลูกเรียนปริญญาตรี&lt;br /&gt;ทั้งนี้ในการแบ่ง&lt;strong&gt;ทำประกัน&lt;/strong&gt;เป็นช่วงๆ มีข้อดีคือ ทำให้เป็นภาระทางการเงินเกินไป อายุมากขึ้น ความเชี่ยวชาญมากขึ้น ฉะนั้น รายได้ก็น่าจะมากขึ้น รวมทั้งสัญญาที่ทยอยครบกำหนดทุกช่วง 5 ปี ยังเป็นตัวช่วยที่ทำให้การเงินอนาคตคุณไม่เป็นภาระเกินไป&lt;br /&gt;นอกจากการจัดสรรเรื่อง แบบและระยะเวลาของกรมธรรม์แล้ว หากเลือกผลประโยชน์ และความคุ้มครองที่จะเพิ่มขึ้น หรือเรียกว่า หากผลประโยชน์พลอยได้ ที่ไม่ทำให้ต้นทุนค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น อันนี้ถือว่าจะเป็นประโยชน์สูงสุด หรืออาจจะซื้อแบบกันที่มีความแตกต่างกัน เช่น โดยกรมธรรม์ฉบับแรกอาจจะซื้อ แบบที่มีทั้งสัญญาพิเศษเพิ่มเติมค่ารักษาพยาบาลเงินคืนระหว่างปี เพื่อใช้สิทธิประโยชน์จากกรมธรรม์นี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุด  &lt;br /&gt;ส่วนฉบับที่สอง และสาม อาจจะเลือกซื้อแค่ความคุ้มครองอย่างเดียว  เพื่อให้ได้&lt;strong&gt;ทุนประกัน&lt;/strong&gt;ที่สูงมากขึ้น แต่จ่าย&lt;strong&gt;เบี้ยประกัน&lt;/strong&gt;ถูกลง กล่าวคือ เมื่อหา&lt;strong&gt;แบบประกัน&lt;/strong&gt;ตัวหลักได้เรียบร้อย   ก็ถึงคิว&lt;strong&gt;ประกันพ่วง&lt;/strong&gt;หรือ สัญญาพิเศษเพิ่มเติม อย่างแรกที่จะแนะนำคือ &lt;strong&gt;เลือกประกัน&lt;/strong&gt;เพิ่มเติมเท่าที่ “จำเป็น” เท่านั้น อะไรที่อยู่นอกข่ายความจำเป็นให้ตัดออกให้หมด&lt;br /&gt;สิ่งสำคัญคือ  ควรจะซื้อ &lt;strong&gt;ประกันสุขภาพ&lt;/strong&gt;สำหรับลูก ด้วยถ้าคุณจะเลือก&lt;strong&gt;แบบประกัน&lt;/strong&gt;ค่ารักษาพยาบาลให้ลูก  ต้อง&lt;strong&gt;ซื้อประกัน&lt;/strong&gt;ด้วยชื่อของลูก แต่หาก พ่อ แม่ เป็นข้าราชการ  หรือเป็นพนักงานบริษัท ที่มีสวัสดิการเผื่อแผ่ค่ารักษาพยาบาลไปถึงลูกก็ยิ่งดีใหญ่ แทนที่จะจ่ายเงิน&lt;strong&gt;ซื้อประกันสุขภาพ&lt;/strong&gt; 100% คุณก็เลือกเฉพาะส่วนเกินจากสวัสดิการที่ดี  แต่ถ้าไม่มีสวัสดิการที่เผื่อแผ่มาถึงลูก ขอแนะนำว่าให้ซื้อเผื่อไว้สำหรับลูก&lt;br /&gt;โดยที่  พ่อ แม่ สำรวจค่าห้องพยาบาลว่าอยู่ในอัตราเท่าไหร่ แต่ไม่ต้องซื้อค่าห้องเต็มที่ เพราะ&lt;strong&gt;ประกัน&lt;/strong&gt;สุขภาพเป็น&lt;strong&gt;ประกัน&lt;/strong&gt;แบบ  ทิ้งเปล่า  ปีต่อปี การเลือก&lt;strong&gt;ซื้อประกัน&lt;/strong&gt;สุขภาพอาจเลือกแค่ 80% ของเงินค่าห้องที่คุณพอจะรับได้  เวลา&lt;strong&gt;ต่อประกัน&lt;/strong&gt;ปีต่อไปจะได้ไม่รู้สึกเสียดายเงินที่จ่ายไปมากนัก&lt;br /&gt;เพราะแบบนี้ลูกคุณ  จะใช้สิทธิได้เฉพาะป่วยหนักจนต้องนอนค้างโรงพยาบาล แต่จะมี&lt;strong&gt;ประกัน&lt;/strong&gt;อีกแบบที่น่านสนใจ นั่นคือ&lt;strong&gt;ประกันสุขภาพ&lt;/strong&gt;แบบ เหมาจ่าย ซึ่งมีข้อดี คือสามารถรักษาอาการเจ็บป่วยเล็กๆ น้อยๆ ได้แต่ก็มีข้อติ  คือ &lt;strong&gt;เบี้ยประกันสำหรับเด็ก&lt;/strong&gt;แพงมาก แต่ไม่ว่าจะเป็น&lt;strong&gt;ประกัน&lt;/strong&gt;มาก &lt;strong&gt;ประกัน&lt;/strong&gt;น้อยที่ไม่ควรพลาด คือไม่ว่าคุณจะ&lt;strong&gt;ซื้อประกัน&lt;/strong&gt;แบบไหนให้ลูกก็ตาม  พ่อ แม่ ควรจะซื้อในแบบที่ถูกแล้วเป็นผู้ชำระเบี้ยแทน  และไม่เป็นภาระสำหรับพ่อแม่ด้วย &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;บทความจาก นิตยสาร &lt;strong&gt;Thailand Insurance&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8660734772790158613-936832568754571420?l=investor-amateur.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://investor-amateur.blogspot.com/feeds/936832568754571420/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8660734772790158613&amp;postID=936832568754571420' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8660734772790158613/posts/default/936832568754571420'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8660734772790158613/posts/default/936832568754571420'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://investor-amateur.blogspot.com/2008/02/blog-post_06.html' title='ออมเงินเพื่อลูก'/><author><name>wtnsc</name><uri>http://www.blogger.com/profile/03900776444125736964</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8660734772790158613.post-1645306265000164233</id><published>2008-02-05T11:18:00.000+07:00</published><updated>2008-02-05T11:47:38.503+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='การออม'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='การออมด้วยการทำประกัน'/><title type='text'>เคลมประกันอย่างไรให้เร็ว</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:arial;"&gt;มีหลายครั้งที่ได้ยิน ได้ฟังถึงความคับอกคับใจจากคนใกล้ชิดว่า ถึงเวลา&lt;strong&gt;เคลมประกัน&lt;/strong&gt;ทีไร มันช่างยากเย็นแสนเข็น  รอกันเป็นชาติกว่าจะได้&lt;strong&gt;เงินประกัน&lt;/strong&gt; บ้างก็บ่นว่า ทำไมขั้นตอนมันช่างยุ่งยากเสียกระไร ไม่เห็นเหมือนตอนที่จ่าย&lt;strong&gt;เบี้ยประกันภัย&lt;/strong&gt;เลย บางคนถึงกับตีโพยตีพาย เลยไปถึงขั้นเกิดอาการเกลียด&lt;strong&gt;ประกัน&lt;/strong&gt;เลยก็มี&lt;br /&gt;เรื่องแบบนี้ จะว่าไปก็เป็นปัญหาโลกแตกสำหรับ&lt;strong&gt;บริษัทประกัน&lt;/strong&gt;เช่นกัน เพราะ&lt;strong&gt;ผู้เอาประกัน&lt;/strong&gt;เปรียบเหมือนพระเจ้า อยากรีบจ่าย แต่บางครั้งก็จำนนด้วยเงื่อนไข ว่าต้องเป็นไปตามขั้นตอน  ฝ่ายลูกค้าเอง บางครั้งก็ใจร้อนไปหน่อย บางคนก็เข้าใจถึงขั้นตอนการทำงาน การพิจารณาตรงนี้ไม่มีปัญหา&lt;br /&gt;เป็นเรื่องที่น่าเห็นใจด้วยกันทั้งสองฝ่าย  อินไซด์&lt;strong&gt;ประกัน&lt;/strong&gt;ฉบับนี้ เลยต้องหยิบยก วิธีการเคลมอย่างไรให้เร็วมาฝากกัน เผื่ออย่างน้อยจะได้ช่วยให้กระบวนการทำงานของ&lt;strong&gt;บริษัทประกัน&lt;/strong&gt;ในการพิจารณาเคลมให้เร็วได้ทันใจมากขึ้น&lt;br /&gt;ก่อนอื่นต้องมาทำความเข้าใจกันก่อนว่า  การ&lt;strong&gt;เคลมประกัน&lt;/strong&gt;หรือการ&lt;strong&gt;เคลมสินไหม&lt;/strong&gt; นั้น มี 2 แบบคือ  &lt;strong&gt;เคลมสินไหม&lt;/strong&gt;ทดแทน อันนี้หมายถึงการ&lt;strong&gt;เคลมประกัน&lt;/strong&gt;ในลักษณะที่&lt;strong&gt;ผู้เอาประกัน&lt;/strong&gt;มีชีวิต จะเป็นลักษณะการได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ หรือเป็นลักษณะของการเจ็บป่วยธรรมดา แล้วต้องการเบิกค่ารักษาพยาบาลจาก&lt;strong&gt;บริษัทประกัน&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;ส่วนอีกแบบคือ เป็นการเคลมสินไหมมรณกรรม  แบบนี้เป็นกรณี&lt;strong&gt;ผู้เอาประกัน&lt;/strong&gt;เสียชีวิต  ไม่ว่าจะเป็นการเสียชีวิตจากการเจ็บป่วย หรือเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ  ไม่ว่าจะเป็นในกรณีใดก็ตามต้อง ทำความเข้าใจในสิทธิประโยชน์ให้ดีเสียก่อน  เพื่อจะได้เป็นประโยชน์ ในการเตรียมเอกสารประกอบการพิจารณาเคลม เพื่อให้เกิดความรวดเร็ว&lt;br /&gt;โดยปกติ &lt;strong&gt;ผู้เอาประกัน&lt;/strong&gt;สามารถ&lt;strong&gt;เคลมสินไหม&lt;/strong&gt;ได้ภายในระยะเวลา  5-8  วัน แต่ในบางกรณีที่หลักฐานเอกสารไม่ครบถ้วนหรือเป็นการเรียกร้อง สินไหมที่มีความสลับซับซ้อน บริษัทฯ ก็จำเป็นต้องขอเอกสารหลักฐานเพิ่มเติม  หรือต้องใช้เวลาในการติดตามและตรวจสอบ ซึ่งโดยทั่วไปขึ้นตอนการเรียกร้องผลประโยชน์ของ&lt;strong&gt;ผู้เอาประกัน&lt;/strong&gt;มีดังนี้&lt;br /&gt;1. กรณี&lt;strong&gt;ผู้เอาประกันภัย&lt;/strong&gt;เสียชีวิต ผู้รับประโยชน์จะต้องแจ้งให้บริษัทฯ ทราบภายใน  14 วัน นับตั้งแต่วันเสียชีวิต  เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าไม่มีใครทราบว่า&lt;strong&gt;ผู้เอาประกัน&lt;/strong&gt;เสียชีวิต หรือ&lt;strong&gt;ประกันชีวิต&lt;/strong&gt;ไว้ ซึ่งในกรณีนี้จะต้องแจ้งให้บริษัทฯ ทราบภายใน  7  วัน นับตั้งแต่วันที่ทราบว่า&lt;strong&gt;ผู้เอาประกัน&lt;/strong&gt;เสียชีวิต   กรณีประสบอุบัติเหตุ แต่ไม่เสียชีวิตต้องแจ้งให้บริษัทฯ ทราบเป็นลายลักษณ์อักษรภายใน  30 วัน นับตั้งแต่วันประสบอุบัติเหตุ&lt;br /&gt;2. ส่งหลักฐานการเรียกร้องสินไหมตามแบบฟอร์มที่บริษัทฯ กำหนดภายใน 90 วัน ของการสูญเสีย ไม่ว่าจะเป็นการเสียชีวิต สูญเสียอวัยวะ หรือเมื่อสิ้นสุดระยะเวลาที่บริษัทฯ มีภาระผูกพันในกรณีทุพพลภพ&lt;br /&gt;3. บริษัทฯ มีสิทธิขอตรวจร่างกายของ&lt;strong&gt;ผู้เอาประกัน&lt;/strong&gt;เสียชีวิต  บริษัทฯ จะจ่ายให้กับผู้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์  กรณีผู้รับประโยชน์ เสียชีวิตก่อนหรือพร้อมกับ&lt;strong&gt;ผู้เอาประกัน&lt;/strong&gt; โดย&lt;strong&gt;ผู้เอาประกัน&lt;/strong&gt;ไม่ได้แสดงเจตนาเปลี่ยนผู้รับประโยชน์  บริษัทฯ จะจ่ายให้แก่กองมรดกของ&lt;strong&gt;ผู้เอาประกัน&lt;/strong&gt; แต่ในกรณีมีผู้รับประโยชน์หลายคน แบะผู้รับประโยชน์บางคนเสียชีวิตก่อนหรือพร้อมกับ&lt;strong&gt;ผู้เอาประกัน&lt;/strong&gt; บริษัทฯ จะจ่ายเงินให้แก่ผู้รับประโยชน์ที่เหลือ อยู่คนละเท่าๆ กัน หรือเป็นไปตามส่วนที่&lt;strong&gt;ผู้เอาประกัน&lt;/strong&gt;ได้แสดงเจตนาไว้ในใบคำขอ&lt;br /&gt;ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้จะเห็นว่า ขั้นตอนต่างๆ ไม่ได้ยุ่งยากอย่างที่คิดเลยเพียงแต่ขอให้&lt;strong&gt;ผู้เอาประกัน&lt;/strong&gt;ทำความเข้าใจกันให้ถ้องแท้เสียก่อน  เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมของหลักฐาน และการตอบข้อซักถามของเจ้าหน้าที่&lt;strong&gt;บริษัทประกัน&lt;/strong&gt; อันจะเป็นผลทำให้การพิจารณาเร็วขึ้นด้วย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:Arial;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;บทความจาก นิตยสาร &lt;strong&gt;Thailand Insurance&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8660734772790158613-1645306265000164233?l=investor-amateur.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://investor-amateur.blogspot.com/feeds/1645306265000164233/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8660734772790158613&amp;postID=1645306265000164233' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8660734772790158613/posts/default/1645306265000164233'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8660734772790158613/posts/default/1645306265000164233'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://investor-amateur.blogspot.com/2008/02/blog-post.html' title='เคลมประกันอย่างไรให้เร็ว'/><author><name>wtnsc</name><uri>http://www.blogger.com/profile/03900776444125736964</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8660734772790158613.post-2544809108026144504</id><published>2008-01-24T21:53:00.000+07:00</published><updated>2008-01-24T22:04:59.230+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='การลงทุน'/><title type='text'>ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง</title><content type='html'>&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt; &lt;strong&gt;เศรษฐกิจพอเพียง&lt;/strong&gt; เป็นปรัชญาชี้ถึงแนวการดำรงอยู่และปฏิบัติตนของประชาชนในทุกระดับตั้งแต่ระดับครอบครัว ระดับชุมชนจนถึงระดับรัฐ ทั้งในการพัฒนาและบริหารประเทศให้ดำเนินไปใน ทางสายกลาง โดยเฉพาะการพัฒนา&lt;strong&gt;เศรษฐกิจ&lt;/strong&gt;เพื่อให้ก้าวทันต่อโลกยุคโลกาภิวัตน์ความพอเพียง หมายถึง ความพอประมาณ ความมีเหตุผลรวมถึงความจำเป็นที่จะต้องมีระบบภูมิคุ้มกันในตัวที่ดีพอสมควรต่อการมีผลกระทบใด ๆ อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทั้งภายนอกและภายใน ทั้งนี้จะต้องอาศัยความรอบรู้ ความรอบคอบ และความระมัดระวังอย่างยิ่ง ในการนำวิชาการต่าง ๆ มาใช้ในการวางแผนและการดำเนินการทุกขั้นตอน และขณะเดียวกันจะต้องเสริมสร้างพื้นฐานจิตใจของคนในชาติโดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ของรัฐ นักทฤษฎีและนักธุรกิจในทุกระดับให้มีสำนึกในคุณธรรม ความซื่อสัตย์สุจริต และให้มีความรอบรู้ที่เหมาะสม ดำเนินชีวิตด้วยความอดทน ความเพียร มีสติ ปัญญา และความรอบคอบ เพื่อให้สมดุลและพร้อมต่อการรองรับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและกว้างขวางทั้งด้านวัตถุ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรมจากโลกภายนอกได้เป็นอย่างดี        สมัยก่อน เกษตรกรจะทำการผลิตเพื่อการบริโภค โดยอาศัยธรรมชาติตามสภาพแวดล้อมมีการปลูกพืชหลากหลายชนิดคละกัน ทั้งพืชผัก ไม้ผล ไม้ยืนต้น พืชสมุนไพร พืชใช้สอย ในลักษณะของสวนผสม พืชเหล่านี้จะมีความสัมพันธ์ทางนิเวศวิทยา ซึ่งกันและกัน มีความต้องการสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม กับการเจริญเติมโตแตกต่างกันไป เกี่ยวกับแสงแดด อุณหภูมิความชื้น ดิน เป็นต้น เช่นพืชทรงพุ่มขนาดเล็กต้องการแสงน้อย อยู่ใต้พืชที่ทรงพุ่มใหญ่ การทำลายของโลกแมลงที่เกิดขึ้น ก็จะเป็นการควบคุมพืชบางชนิดให้มีปริมาณเหมาะสมในระบบนิเวศของพืช พืชที่ขึ้นปะปนหรือคละกันมีคุณสมบัติช่วยยับยั้งการระบาดของโรดแมลงพืชชนิดอื่นได้ ทำให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้         ต่อมามีการพัฒนาเป็นเกษตรเพื่อบริโภคและจำหน่ายจนถึงปัจจุบัน เกษตรกรส่วนใหญ่ของประเทศมุ่งเพิ่มรายได้จึงทำการเกษตรเพื่อจำหน่ายทำให้ต้องใช้ทรัพยากรจากภายนอกมากขึ้น ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นกอปรกับเกิดวิกฤติทาง&lt;strong&gt;เศรษฐกิจ&lt;/strong&gt;ของประเทศ ทำให้ต้องหันกลับมาทำการเกษตร เพื่อบริโภคและจำหน่ายในลักษณะทาง&lt;strong&gt;เศรษฐกิจพอเพียง&lt;/strong&gt;อีกครั้ง         &lt;strong&gt;เศรษฐกิจพอเพียง&lt;/strong&gt; อาจขยายความได้ว่าเป็นการดำเนินชีวิตหรือวิถีชีวิตของคนไทยให้อยู่อย่างพอประมาณตน เดินทางสายกลาง มีความพอดีและพอเพียง กับตนเอง ครอบครัว และชุมชน โดยไม่ต้องพึ่งพาปัจจัยภายนอกต่าง ๆ ที่เราไม่ได้เป็นเจ้าของ สิ่งสำคัญต้องรู้จักการพึ่งพาตนเองโดยไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน และรู้จักการนำทรัพยากรที่เรามีอยู่มาใช้ให้เกิดประโยชน์ในการดำเนินชีวิตประจำวัน เช่น รู้จักการนำปัจจัยพื้นฐานมาใช้ในการดำเนินชีวิตอย่างมีความสุขความสบาย และพอเพียงกับตนเอง &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8660734772790158613-2544809108026144504?l=investor-amateur.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://investor-amateur.blogspot.com/feeds/2544809108026144504/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8660734772790158613&amp;postID=2544809108026144504' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8660734772790158613/posts/default/2544809108026144504'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8660734772790158613/posts/default/2544809108026144504'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://investor-amateur.blogspot.com/2008/01/blog-post.html' title='ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง'/><author><name>wtnsc</name><uri>http://www.blogger.com/profile/03900776444125736964</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8660734772790158613.post-811311337016298538</id><published>2007-11-10T14:52:00.000+07:00</published><updated>2007-11-10T14:53:27.982+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='การลงทุนในกองทุน'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='การลงทุนในหุ้น'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='การลงทุน'/><title type='text'>จังหวะการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;strong&gt;เมื่อไรที่ท่านควรจะเข้าลงทุนในตลาดหุ้น และเมื่อไรที่ท่านควรจะออกจากตลาดหุ้น&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;ไม่เพียงแต่&lt;strong&gt;ผู้ลงทุนรายย่อย&lt;/strong&gt;เท่านั้นที่มักจะตัดสินใจ&lt;strong&gt;ลงทุน&lt;/strong&gt;ในช่วงเวลาที่ไม่เหมาะสม ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญบ่อยครั้งก็ตัดสินใจ&lt;strong&gt;ลงทุน&lt;/strong&gt;ในช่วงเวลาที่ ไม่เหมาะสมเช่นกัน เคล็ดลับใน&lt;strong&gt;การลงทุน&lt;/strong&gt;จึงดูเหมือนว่าจะเป็นระยะเวลาที่&lt;strong&gt;ลงทุน&lt;/strong&gt;ไม่ใช่การกะ&lt;strong&gt;จังหวะการลงทุน&lt;/strong&gt;แต่อย่างใด แต่ก็แน่นอนว่าจังหวะ ใน&lt;strong&gt;การลงทุน&lt;/strong&gt;ถือเป็นเรื่องที่สำคัญไม่น้อยโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องการหลีกเลี่ยงจากความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้น อย่างไรก็ตามจากข้อมูลสถิติ ที่ผ่านมา&lt;strong&gt;ผู้ลงทุน&lt;/strong&gt;ที่ใช้กลยุทธ์การกำหนด&lt;strong&gt;จังหวะการลงทุน&lt;/strong&gt;มักจะไม่ประสบความสำเร็จใน&lt;strong&gt;การลงทุน&lt;/strong&gt; กุญแจสำคัญที่จะนำไปสู่ความสำเร็จใน&lt;strong&gt;การลงทุน&lt;/strong&gt;คือความมีวินัย ซึ่งความมีวินัยเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินชีวิตประจำวันของเราทุกคน แต่เมื่อวกมาเข้าเรื่อง&lt;strong&gt;การลงทุน&lt;/strong&gt;เรามักจะลืมเรื่องดังกล่าวเสียสนิท เรามักจะได้ยินเรื่องราวของ&lt;strong&gt;นักลงทุน&lt;/strong&gt;ส่วนใหญ่ ที่พากันกรูเข้าไป&lt;strong&gt;ลงทุน&lt;/strong&gt;ใน&lt;strong&gt;ตลาดหุ้น&lt;/strong&gt;ที่กำลังร้อนแรง และกระโดดออกเมื่อ&lt;strong&gt;ตลาดหุ้น&lt;/strong&gt;ปรับตัวลงมาอยู่ในระดับต่ำที่ควรจะ&lt;strong&gt;ลงทุน&lt;/strong&gt; &lt;strong&gt;นักลงทุน&lt;/strong&gt;เหล่านี้ไม่ได้นึกถึงเหตุผลที่เป็นตัวผลักดันให้พวกเขาตัดสินใจเข้ามา&lt;strong&gt;ลงทุน&lt;/strong&gt;ในครั้งแรก แต่มักจะปล่อยให้ความตื่นตระหนกมาครอบงำจิตใจแทน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;strong&gt;การลงทุนแบบถัวเฉลี่ยต้นทุน (Dollar Cost Averaging) คืออะไร&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;strong&gt;การลงทุน&lt;/strong&gt;แบบถัวเฉลี่ยต้นทุนเป็น&lt;strong&gt;เทคนิคการลงทุน&lt;/strong&gt;แบบหนึ่งที่สามารถลดความเสี่ยงและให้ผลตอบแทนที่ดีใน&lt;strong&gt;การลงทุนระยะยาว&lt;/strong&gt;แต่ทั้งนี้ท่านต้องมีระเบียบวินัยใน&lt;strong&gt;การลงทุน&lt;/strong&gt; โดยหลักการแล้ว&lt;strong&gt;การลงทุนแบบถัวเฉลี่ย&lt;/strong&gt;ต้นทุนเป็นการใช้ประโยชน์จากการที่ภาวะตลาดฯ มีการเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นหรือลดลง แทนที่จะคาดคะเนจังหวะสูงต่ำของตลาดฯ ท่านควรจะ&lt;strong&gt;ลงทุน&lt;/strong&gt;อย่างสม่ำเสมอในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ด้วยจำนวนเงินที่เท่าๆกัน&lt;strong&gt;การลงทุน&lt;/strong&gt;อย่างสม่ำเสมอนี้ไม่เพียงเป็นเพียงการฝึกนิสัยที่ดีให้กับตนเอง แต่เป็นวิธีหนึ่งที่ได้รับการยอมรับว่ามีประสิทธิภาพทำให้ท่านสามารถบรรลุเป้าหมาย&lt;strong&gt;การลงทุน&lt;/strong&gt;ที่วางไว้ ด้วยเงิน&lt;strong&gt;ลงทุน&lt;/strong&gt;ที่เท่าๆกันในแต่ละงวด ท่านจะได้รับจำนวนหน่วย&lt;strong&gt;ลงทุน&lt;/strong&gt;มากขึ้นเมื่อมูลค่าหน่วย&lt;strong&gt;ลงทุน&lt;/strong&gt;ลดลงและจะได้น้อยลงเมื่อราคาสูงขึ้นซึ่งจะทำให้ท่านสามารถลดต้นทุนเฉลี่ยของ&lt;strong&gt;การลงทุน&lt;/strong&gt;ลงไปได้ วิธีนี้จะได้ผลดีที่สุดเมื่อท่าน&lt;strong&gt;ลงทุน&lt;/strong&gt;อย่างต่อเนื่องตามกำหนดการที่วางไว้โดยไม่สนใจความผันผวนของราคาในแต่ละขณะ&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;strong&gt;ตัวอย่างการลงทุนแบบถัวเฉลี่ยต้นทุน&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;div&gt;&lt;div&gt;&lt;div&gt;&lt;div&gt;&lt;div&gt;&lt;div&gt;&lt;div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5131109971697754370" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://3.bp.blogspot.com/_tI3x0hTk7tk/RzVdVV6CYQI/AAAAAAAAAKc/Se8eD3FdbhU/s400/SCB01.jpg" border="0" /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;สมมติว่าท่านคิดจะ&lt;strong&gt;ลงทุน&lt;/strong&gt;ทุกเดือนๆละ 10,000 บาท ในหน่วย&lt;strong&gt;ลงทุน&lt;/strong&gt;ของกองทุนรวมที่&lt;strong&gt;ลงทุนในหุ้น&lt;/strong&gt; ซึ่งราคาจะเปลี่ยนแปลงไปตามการขึ้นลง ของ&lt;strong&gt;ราคาหุ้น&lt;/strong&gt;ที่กองทุนไป&lt;strong&gt;ลงทุน&lt;/strong&gt;เอาไว้ ดังนั้นหากท่านซื้อมาในเดือนแรกที่ราคา 10 บาท ด้วยเงิน&lt;strong&gt;ลงทุน&lt;/strong&gt; 10,000 บาท ท่านจะได้หน่วย&lt;strong&gt;ลงทุน&lt;/strong&gt; 1,000 หน่วย ซึ่งเป็นไปได้ว่าในระยะเวลาสี่เดือนถัดมา มูลค่าหน่วย&lt;strong&gt;ลงทุน&lt;/strong&gt;ค่อยๆลดลงมาที่ราคา 5 บาท ซึ่งตอนนี้ความมีวินัยจะมีความสำคัญมาก และท่านต้องไม่ให้ความตื่นตระหนกเข้าครอบงำเมื่อ&lt;strong&gt;ตลาดหุ้น&lt;/strong&gt;เริ่มซบเซา จากตัวอย่างข้างบนท่านจะเห็นว่า &lt;strong&gt;การลงทุน&lt;/strong&gt;แบบถัวเฉลี่ยต้นทุนมิใช่การรับประกันผลตอบแทน&lt;strong&gt;การลงทุน&lt;/strong&gt;เพราะหากท่านตื่นตระหนก และขายหน่วย&lt;strong&gt;ลงทุน&lt;/strong&gt;ออกในช่วงที่&lt;strong&gt;หุ้น&lt;/strong&gt;ตกถึงจุดที่ต่ำมากๆ ท่านก็ยังคงขาดทุนแน่นอน แต่ถ้าท่านมีวินัยและดำเนินตามแผน&lt;strong&gt;การลงทุน&lt;/strong&gt;ที่ตั้งไว้ สมมุติว่าใน เดือนที่แปด สถานการณ์&lt;strong&gt;ลงทุน&lt;/strong&gt;ใน&lt;strong&gt;ตลาดหุ้น&lt;/strong&gt;ฟื้นตัวกลับมาจนทำให้ราคาหน่วย&lt;strong&gt;ลงทุน&lt;/strong&gt;กลับมาอยู่ที่เดิมคือ 10 บาท ท่านก็จะมีกำไรจาก&lt;strong&gt;การลงทุน&lt;/strong&gt;สูง ถึงเกือบ 38 % ทีเดียว&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;strong&gt;สร้างผลตอบแทนและลดความเสี่ยงด้วยการลงทุนระยะยาว&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-family:Arial;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-family:Arial;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5131113442031329634" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://3.bp.blogspot.com/_tI3x0hTk7tk/RzVgfV6CYWI/AAAAAAAAALM/7-sUk9CdIBg/s400/SCB02.gif" border="0" /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5131112595922772290" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://2.bp.blogspot.com/_tI3x0hTk7tk/RzVfuF6CYUI/AAAAAAAAAK8/EYWinClm8aM/s400/SCB03.gif" border="0" /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8660734772790158613-811311337016298538?l=investor-amateur.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://investor-amateur.blogspot.com/feeds/811311337016298538/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8660734772790158613&amp;postID=811311337016298538' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8660734772790158613/posts/default/811311337016298538'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8660734772790158613/posts/default/811311337016298538'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://investor-amateur.blogspot.com/2007/11/blog-post_10.html' title='จังหวะการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ'/><author><name>wtnsc</name><uri>http://www.blogger.com/profile/03900776444125736964</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/_tI3x0hTk7tk/RzVdVV6CYQI/AAAAAAAAAKc/Se8eD3FdbhU/s72-c/SCB01.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8660734772790158613.post-6102413721208681849</id><published>2007-11-07T11:38:00.000+07:00</published><updated>2007-11-07T11:38:51.542+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='การลงทุนในหุ้น'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='การลงทุน'/><title type='text'>'มาชานลี' แนะวิธีรวย</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:arial;"&gt;"มาชานลี" หรือ "ชาญ บูลกุล" เล่า "สูตรเด็ดเคล็ดลับ" &lt;strong&gt;การลงทุน&lt;/strong&gt;ผ่าน&lt;strong&gt;ตลาดหุ้น&lt;/strong&gt;ให้ "กรุงเทพธุรกิจ BizWeek" ฟังว่า &lt;strong&gt;นักลงทุน&lt;/strong&gt;มือใหม่ที่เพิ่งหัด&lt;strong&gt;ลงทุน&lt;/strong&gt;ผ่านตลาดหลักทรัพย์ ควรยึดเคล็ดลับง่ายๆ 3 ประการ คือ&lt;br /&gt;1.ต้องยอมเสียเวลาในการศึกษาโครงสร้างธุรกิจ โครงสร้าง&lt;strong&gt;ผู้ถือหุ้น&lt;/strong&gt; และกระแสข่าวต่างๆ ก่อนจะตัดสินใจ&lt;strong&gt;ลงทุน&lt;/strong&gt; อย่าทำตัวเป็น "ปิง" เพื่อนไปไหน "ข้าไปด้วย"&lt;br /&gt;เห็นมาเยอะแล้วที่ "ขาดทุน" เพราะคำว่า "เกรงใจเพื่อน" นี่ละ&lt;br /&gt;2.ต้องดูแล&lt;strong&gt;หุ้น&lt;/strong&gt;ด้วยตัวเอง และต้องใส่ใจอย่างใกล้ชิด ไม่ใช่ทิ้งๆ ขว้างๆ หรือมอบหมายให้คนอื่นดูแล เป็นประเภทเชื่อใจ "ชาวบ้าน" มากเกินไป คน&lt;strong&gt;เล่น&lt;/strong&gt;&lt;strong&gt;หุ้น&lt;/strong&gt;แบบนี้ไม่มีทางรวย และ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;3.ต้องเกาะติดสถานการณ์รอบด้านอย่างใกล้ชิด ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ในประเทศ และต่างประเทศ เช่น หากรู้อยู่แล้วว่าจะมีการเลือกตั้งสิ้นปี ก็ควรเข้าไปเก็บ&lt;strong&gt;หุ้น&lt;/strong&gt;ที่มีปัจจัยพื้นฐานดีล่วงหน้า 3-6 เดือน ไม่ใช่เพิ่งมาซื้อตอนใกล้วันเลือกตั้ง เพราะวันที่เราซื้อ ก็คือวันที่คนอื่นขาย เป็นต้น&lt;br /&gt;"ถ้าเข้าไป&lt;strong&gt;ลงทุน&lt;/strong&gt; "ผิดจังหวะ" รับรองเลยว่า "กำไร" สักแดงก็ไม่มีทางได้เห็น แม้ว่าเวลานั้นปัจจัยพื้นฐานของ&lt;strong&gt;หุ้น&lt;/strong&gt;จะไม่เปลี่ยนแปลงก็ตาม เพราะ&lt;strong&gt;นักลงทุน&lt;/strong&gt;บ้านเราเป็นจำพวก "ขี้กลัว" อะไรมากระทบก็พากันเทขายหมด ไม่สนใจคำเตือนของคนอื่น&lt;br /&gt;ปัจจัยภายนอกประเทศ มักจะทำให้ราคา&lt;strong&gt;หุ้น&lt;/strong&gt;ทุกกลุ่มร่วงเป็นแถว ไม่เว้นแม้แต่กลุ่มแบงก์ หรือ&lt;strong&gt;หุ้น&lt;/strong&gt;ที่มีมาร์เก็ตแคปสูงๆ ดูอย่างที่ผ่านมา &lt;strong&gt;หุ้น&lt;/strong&gt;ธนาคารกรุงเทพ (BBL) เคยอยู่ที่ 130 บาท หลังจากสหรัฐอเมริกาประสบปัญหาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ตกต่ำ ก็หล่นมาอยู่ที่ 110 บาททันที"&lt;br /&gt;นอกจากนี้&lt;strong&gt;นักลงทุน&lt;/strong&gt;ควรเปลี่ยนพฤติกรรมเป็น "ซื้อถูก ขายแพง" ไม่ใช่ "ซื้อแพง" เพราะหวังว่าราคาจะขึ้นอีก แต่สุดท้ายจะต้องหั่นขายแบบขาดทุนสุดๆ&lt;br /&gt;ขณะเดียวกันต้องเปลี่ยนจาก "เล่นสั้น" มาเป็น "ถือยาว" "ผมเชื่อว่าไม่มี&lt;strong&gt;นักลงทุน&lt;/strong&gt;รายใดรวยจากการซื้อขายเพียงวันเดียว" คำยืนยันจาก "มาชานลี" ซึ่งมีประสบการณ์ใน&lt;strong&gt;ตลาดหุ้น&lt;/strong&gt;มากว่า 20 ปี&lt;br /&gt;แล้ววันนี้ "มาชานลี" &lt;strong&gt;ลงทุน&lt;/strong&gt;แบบใด&lt;br /&gt;เขาบอกว่า วันนี้เน้น&lt;strong&gt;ลงทุนหุ้น&lt;/strong&gt;ที่มีอนาคต "สวย" ผลประกอบการเติบโตอย่างต่อเนื่อง อธิบายง่ายๆ ก็คือ ต้องมองเห็นแน่ๆ แล้วว่า จะมีกำไรจาก&lt;strong&gt;การลงทุน&lt;/strong&gt;เฉียด 100-200%&lt;br /&gt;ตัวไหนกำไรแค่ 5-10% แบบนี้จะไม่สนใจ เพราะถ้าขายทิ้งไปก็ได้ "กำไร" เพียงไม่กี่บาท "มันไม่คุ้ม" เขาว่า&lt;br /&gt;"ตั้งแต่วิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 ผมไม่ได้ซื้อขาย&lt;strong&gt;หุ้น&lt;/strong&gt;ผ่านตลาดหลักทรัพย์มากเหมือนในอดีต เพราะอยากทุ่มเทให้กับธุรกิจมากกว่า เพื่อสร้างผลตอบแทนให้กับ&lt;strong&gt;ผู้ถือหุ้น&lt;/strong&gt; ตอนนี้มีพอร์ต&lt;strong&gt;ลงทุน&lt;/strong&gt;มูลค่าหลักพันล้านบาท ส่วนใหญ่จะ&lt;strong&gt;ลงทุน&lt;/strong&gt;กลุ่มสถาบันการเงิน กลุ่มธุรกิจน้ำมัน กลุ่มสื่อสาร และ&lt;strong&gt;หุ้น&lt;/strong&gt;ที่มีมาร์เก็ตแคปสูงๆ นอกจากนั้นยัง&lt;strong&gt;ลงทุน&lt;/strong&gt;ผ่านพันธบัตร และสะสมที่ดิน"&lt;br /&gt;โดยส่วนตัวของ "มาชานลี" เขามองว่า ประเทศไทยไม่ค่อยมีแหล่ง&lt;strong&gt;ลงทุน&lt;/strong&gt;ที่หลากหลายเหมือนในต่างประเทศ&lt;br /&gt;...เพราะฉะนั้นถ้า&lt;strong&gt;ลงทุนหุ้น&lt;/strong&gt;ตัวไหน ได้กำไรเกิน 20% ถือว่า "หรู" แล้ว เพราะท่ามกลางปัจจัยลบรอบด้านเช่นนี้ โอกาสที่จะกำไรจาก&lt;strong&gt;การลงทุน&lt;/strong&gt; มองแทบไม่เห็น&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:Arial;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:Arial;"&gt;จาก &lt;a href="http://www.bangkokbizweek.com/20071101/cover/index.php?news=column_24885764.html"&gt;กรุงเทพธุรกิจ BizWeek ฉบับวันที่ 2/11/2550&lt;/a&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8660734772790158613-6102413721208681849?l=investor-amateur.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://investor-amateur.blogspot.com/feeds/6102413721208681849/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8660734772790158613&amp;postID=6102413721208681849' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8660734772790158613/posts/default/6102413721208681849'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8660734772790158613/posts/default/6102413721208681849'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://investor-amateur.blogspot.com/2007/11/blog-post.html' title='&apos;มาชานลี&apos; แนะวิธีรวย'/><author><name>wtnsc</name><uri>http://www.blogger.com/profile/03900776444125736964</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8660734772790158613.post-6377421143252383820</id><published>2007-11-07T11:24:00.000+07:00</published><updated>2007-11-07T11:24:21.110+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='การลงทุนในกองทุน'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='การลงทุน'/><title type='text'>ประเทศน่าลงทุน จีน-อินเดีย</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:arial;"&gt;หนึ่งในแนวทางเลือก&lt;strong&gt;กองทุน&lt;/strong&gt;เอฟไอเอฟ ในยุคความเสี่ยงสูงๆ เช่นนี้.. คือ การเลือก&lt;strong&gt;ลงทุน&lt;/strong&gt;แบบ "รายประเทศ" หรือรายอุตสาหกรรมที่มีความโดดเด่นและมีศักยภาพการเติบโตในอนาคตสูง หรือที่เรียกว่า "Pick up Area"&lt;br /&gt;หรือเป็นแนวทาง&lt;strong&gt;ลงทุน&lt;/strong&gt;ในหลักการเดียวกันกับการเลือก&lt;strong&gt;หุ้น&lt;/strong&gt;เล่น "รายตัว" (Selection)&lt;br /&gt;"พิชา รัตนธรรม" ผู้อำนวยการฝ่ายจัด&lt;strong&gt;การลงทุน&lt;/strong&gt;ธุรกิจ &lt;strong&gt;กองทุน&lt;/strong&gt;รวมและ&lt;strong&gt;กองทุน&lt;/strong&gt;ส่วนบุคคล บลจ.ทิสโก้ กล่าวว่า ในยุคแรกของ&lt;strong&gt;การลงทุน&lt;/strong&gt;ใน&lt;strong&gt;กองทุน&lt;/strong&gt;เอฟไอเอฟ &lt;strong&gt;กองทุน&lt;/strong&gt;ส่วนใหญ่มีนโยบาย&lt;strong&gt;ลงทุน&lt;/strong&gt;มุ่งนำเงินไปยังภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลก หรือที่เรียกว่าเป็น Global Funds ซึ่งเป็นที่คุ้นเคยของ&lt;strong&gt;นักลงทุน&lt;/strong&gt;ในช่วง 3-4 ปีก่อน&lt;br /&gt;แต่ปัจจุบันทางเลือก&lt;strong&gt;ลงทุน&lt;/strong&gt;ใน&lt;strong&gt;กองทุน&lt;/strong&gt;เอฟไอเอฟ เริ่มเปิดกว้างมากขึ้น เพราะนโยบาย&lt;strong&gt;การลงทุน&lt;/strong&gt;ในสินทรัพย์ต่างๆ ของ&lt;strong&gt;กองทุน&lt;/strong&gt;ที่มีในขณะนี้ มีความหลากหลายและมีสีสันมากขึ้น ตั้งแต่กระจาย&lt;strong&gt;ลงทุน&lt;/strong&gt;ในภูมิภาคต่างๆ เลือกรายประเทศ ตลอดจนรายอุตสาหกรรม&lt;br /&gt;"แต่เดิม&lt;strong&gt;นักลงทุน&lt;/strong&gt;จะคุ้นเคยกับเอฟไอเอฟที่กระจาย&lt;strong&gt;ลงทุน&lt;/strong&gt;ไป&lt;strong&gt;ตลาดหุ้น&lt;/strong&gt;ทั่วโลก หรือ โกลบอล ฟันด์ แต่ยุค&lt;strong&gt;นี้นักลงทุน&lt;/strong&gt;ควรจะเลือก&lt;strong&gt;กองทุน&lt;/strong&gt;ในลักษณะ Pick up Area หรือ Country Fund ที่เน้น&lt;strong&gt;ลงทุน&lt;/strong&gt;เจาะประเทศใดประเทศหนึ่ง เหมือนกับการเลือก&lt;strong&gt;หุ้น&lt;/strong&gt;รายตัวที่มีศักยภาพ จะทำให้ได้รับผลตอบแทนที่ดี และได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจของสหรัฐชะลอตัวน้อยกว่า"&lt;br /&gt;พิชาให้แนวทางกว้างๆ ว่า &lt;strong&gt;นักลงทุน&lt;/strong&gt;ควรจะเริ่มจากการดูภาพรวมการเติบโตเศรษฐกิจของประเทศนั้นๆ ก่อนว่าดีหรือไม่ มีผลกระทบอะไรบ้าง ตลอดจนผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้รับ เทียบกับเงินฝากเป็นอย่างไร&lt;br /&gt;"การแบ่งเงิน&lt;strong&gt;ลงทุน&lt;/strong&gt;ไป&lt;strong&gt;ลงทุน&lt;/strong&gt;ในเอฟไอเอฟ ในภาวะที่หวั่นเกรงว่าแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐจะชะลอ ถ้าคิดจะซื้อ&lt;strong&gt;กองทุน&lt;/strong&gt;เอฟไอเอฟ ควรจะซื้อ&lt;strong&gt;กองทุน&lt;/strong&gt;ที่นำเงินไป&lt;strong&gt;ลงทุน&lt;/strong&gt;ในประเทศจีน อินเดีย จะทำให้ได้รับผลตอบแทนที่ดีกว่าการกระจาย&lt;strong&gt;ลงทุน&lt;/strong&gt;ทั่วโลก ซึ่งปัจจุบันเริ่มมีสินค้าออกมาให้เลือกมากขึ้น"&lt;br /&gt;โดยเฉพาะ&lt;strong&gt;ตลาดหุ้น&lt;/strong&gt;ของประเทศในเอเชีย อย่าง&lt;strong&gt;หุ้น&lt;/strong&gt;จีนและอินเดีย ที่การเติบโตของเศรษฐกิจกำลังร้อนแรงและได้รับผลกระทบจากปัญหาซับไพรม์น้อยกว่าภูมิภาคอื่นของโลก&lt;br /&gt;เขามองว่า การขยายตัวเศรษฐกิจจีนและอินเดีย มีแนวโน้มที่จะเติบโตเฉลี่ยปีละ 9-10% การนำเงินไป&lt;strong&gt;ลงทุน&lt;/strong&gt;ใน&lt;strong&gt;กองทุน&lt;/strong&gt;เอฟไอเอฟ ประเภท&lt;strong&gt;หุ้น&lt;/strong&gt; จะทำให้ได้รับผลตอบแทนที่ดีกว่า&lt;strong&gt;กองทุน&lt;/strong&gt;เอฟไอเอฟตราสารหนี้&lt;br /&gt;"&lt;strong&gt;กองทุน&lt;/strong&gt;เอฟไอเอฟ เริ่มเข้าไป&lt;strong&gt;ลงทุน&lt;/strong&gt;ในจีนและอินเดีย เพราะเป็น&lt;strong&gt;ตลาดหุ้น&lt;/strong&gt;ที่ให้ผลตอบแทนสูงสุดในโลก อย่าง&lt;strong&gt;ตลาดหุ้น&lt;/strong&gt;อินเดียไม่เคยให้ผลตอบแทนติดลบในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา แม้ว่าจะมีปัจจัยลบเข้ามากระทบเช่น สงคราม ราคาน้ำมันที่สูงขึ้น หรือโรคซาร์ส แต่เมื่อเหตุการณ์ผ่านไปก็มีการซื้อ&lt;strong&gt;หุ้น&lt;/strong&gt;กลับ โดยเฉลี่ย&lt;strong&gt;หุ้น&lt;/strong&gt;จีนและอินเดียให้ผลตอบแทน 40% ต่อปี สูงสุดในโลก" พิชากล่าว&lt;br /&gt;สำหรับ&lt;strong&gt;กองทุน&lt;/strong&gt;เอฟไอเอฟที่&lt;strong&gt;ลงทุน&lt;/strong&gt;ในจีนและอินเดีย ที่ออกมาเสนอขายช่วงนี้ ก็เช่น “&lt;strong&gt;กองทุน&lt;/strong&gt;เปิด ทิสโก้ ไชน่า อินเดีย ดิวิเดนด์ ฟันด์” ของบลจ.ทิสโก้ เน้น&lt;strong&gt;ลงทุน&lt;/strong&gt;ใน&lt;strong&gt;ตลาดหุ้น&lt;/strong&gt;จีนและอินเดีย เปิดจองซื้อครั้งแรกระหว่างวันที่ 1-12 ตุลาคม 2550 มูลค่าโครงการ 1,000 ล้านบาท เงิน&lt;strong&gt;ลงทุน&lt;/strong&gt;ขั้นต่ำเพียง 20,000 บาท&lt;br /&gt;โดย&lt;strong&gt;กองทุน&lt;/strong&gt;นี้มีนโยบาย&lt;strong&gt;ลงทุน&lt;/strong&gt;ในหน่วย&lt;strong&gt;ลงทุน&lt;/strong&gt;ของ&lt;strong&gt;กองทุน&lt;/strong&gt;รวมอีทีเอฟ (Exchange Traded Fund) ในต่างประเทศ ที่เน้น&lt;strong&gt;ลงทุน&lt;/strong&gt;ใน&lt;strong&gt;หุ้น&lt;/strong&gt;ของบริษัทจดทะเบียนจัดตั้ง หรือประกอบธุรกิจในจีนและอินเดีย ซึ่งมีศักยภาพในการเติบโตและมีโอกาสในการทำกำไร&lt;br /&gt;บริษัทจะจ่ายเงินปันผลอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ไม่น้อยกว่า 50% ของกำไรสะสมหรือกำไรสุทธิ&lt;br /&gt;นอกจากนั้น ยังมี&lt;strong&gt;กองทุน&lt;/strong&gt;เปิด "แอสเซท พลัส เอเชี่ยน สเปเชี่ยล ซิททูเอชั่นส์" ของบลจ.แอสเซท พลัส ที่มุ่ง&lt;strong&gt;ลงทุน&lt;/strong&gt;ใน&lt;strong&gt;หุ้น&lt;/strong&gt;กลุ่มประเทศเอเชีย ยกเว้นประเทศญี่ปุ่น ผ่าน&lt;strong&gt;กองทุน&lt;/strong&gt; Fidelity Adveisor World Asian Special Situation Fund ซึ่งเป็น&lt;strong&gt;กองทุน&lt;/strong&gt;เปิดบริหารและจัดการโดย Fidelity Management &amp;amp; Research Company (FMR) กำหนดเสนอขายระหว่างวันที่ 15-25 ตุลาคม 2550&lt;br /&gt;"ทางเลือก&lt;strong&gt;ลงทุน&lt;/strong&gt;ในประเทศทวีปเอเชีย มีแนวโน้มให้ผลตอบแทนสูงกว่า&lt;strong&gt;หุ้น&lt;/strong&gt;ไทย เพราะเศรษฐกิจของประเทศเอเชียมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง ประกอบกับปัญหาซับไพรม์ที่ส่งผลต่อประเทศเอเชียได้ลดลง" ลดาวรรณ เจริญรัชต์ภาคย์ กรรมการผู้จัดการ บลจ.แอสเซท พลัส กล่าว&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:Arial;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;จาก &lt;/span&gt;&lt;a href="http://www.bangkokbizweek.com/20071001/road/index.php?news=column_24765682.html"&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;กรุงเทพธุรกิจ BizWeek ฉบับวันที่ 5/10/2550&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8660734772790158613-6377421143252383820?l=investor-amateur.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://investor-amateur.blogspot.com/feeds/6377421143252383820/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8660734772790158613&amp;postID=6377421143252383820' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8660734772790158613/posts/default/6377421143252383820'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8660734772790158613/posts/default/6377421143252383820'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://investor-amateur.blogspot.com/2007/11/blog-post_07.html' title='ประเทศน่าลงทุน จีน-อินเดีย'/><author><name>wtnsc</name><uri>http://www.blogger.com/profile/03900776444125736964</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8660734772790158613.post-3236079365831494351</id><published>2007-11-07T10:41:00.000+07:00</published><updated>2007-11-07T10:41:31.696+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='บัตรเครดิต'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='การเงิน'/><title type='text'>20 แบงก์ตื่น 'แท็ปสาย' ลงขัน 200 ล้านผุดโปรแกรมซอฟต์แวร์</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:arial;"&gt;ปัญหาการทุจริต&lt;strong&gt;บัตรเครดิต&lt;/strong&gt;ที่เพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้ 20 สถาบัน&lt;strong&gt;การเงิน&lt;/strong&gt;ในประเทศ ไม่อาจนิ่งนอนใจ ถึงขั้นยอมลงขันเป็นเงินกว่า 200 ล้านบาท ร่วมกับวีซ่า เพื่อ "วางระบบ" ป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นทั้งในเชิงมูลค่าและความเชื่อมั่น&lt;br /&gt;การวางระบบ "ซอฟต์แวร์" Terminal line-encryption ในเครื่องรูดบัตรชนิด EDC (Electronic Data Capture) ทั่วประเทศจะแล้วเสร็จในปลายปี 2550&lt;br /&gt;"สมชาย พิชิตสุรกิจ" หัวหน้าคณะทำงานป้องกันการทุจริต&lt;strong&gt;บัตรเครดิต&lt;/strong&gt; ชมรมธุรกิจ&lt;strong&gt;บัตรเครดิต&lt;/strong&gt; เล่าว่า ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา คดีปลอมแปลง&lt;strong&gt;บัตรเครดิต&lt;/strong&gt;กลายเป็นปัญหาใหญ่ของทั่วโลก โดยเฉพาะในประเทศมาเลเซีย ที่รับรู้กันว่ามีคดีอาชญากรรม&lt;strong&gt;บัตรเครดิต&lt;/strong&gt;ติดอันดับโลก ทำให้รัฐบาลมาเลเซียต้องออกกฎเหล็กเมื่อปลายปี 2547 กำหนดให้สถาบัน&lt;strong&gt;การเงิน&lt;/strong&gt;ที่ออกบัตรจะต้องใช้วิธี "ฝังชิพ" เพื่อป้องกันการขโมยข้อมูลผ่าน&lt;strong&gt;บัตรเครดิต&lt;/strong&gt; ด้วยการแท็ปสายโทรศัพท์ผ่านเครื่องรูดบัตรชนิด EDC (Electronic Data Capture)&lt;br /&gt;ส่วนในเมืองไทย เฉพาะช่วง 6 เดือนแรกของปี 2550 ไทยได้รับความเสียหายประมาณ 450 ล้านบาท ไม่นับการทลายแก๊งแท็ปสายโทรศัพท์ที่จังหวัดภูเก็ต นอกจากนี้ในช่วงเดือน มกราคม-ตุลาคม 2550 ยังพบการปลอมแปลง&lt;strong&gt;บัตรเครดิต&lt;/strong&gt;ทั้งสิ้นกว่า 7,000 ใบ&lt;br /&gt;เมื่อปัญหาเริ่มบานปลาย ชมรมธุรกิจ&lt;strong&gt;บัตรเครดิต&lt;/strong&gt;ที่มีสมาชิกประมาณ 20 &lt;strong&gt;ธนาคาร&lt;/strong&gt; จึงร่วมกับวีซ่า ลงขันในวงเงินกว่า 200 ล้านบาท เพื่อติดตั้งซอฟต์แวร์กำหนด "รหัสผ่าน" ทางสายโทรศัพท์ (Terminal Line-encryption) เพื่อป้องกันการแท็ปข้อมูล&lt;strong&gt;บัตรเครดิต&lt;/strong&gt; ตั้งแต่ช่วงต้นปี 2550 และมีแผนจะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในปลายปี 2550&lt;br /&gt;โดยขณะนี้ดำเนินการไปได้กว่า 70%&lt;br /&gt;ซอฟต์แวร์ดังกล่าวจะป้องกันการขโมยข้อมูลผ่านทางสายโทรศัพท์ด้วยการแปลงไฟล์เป็นข้อมูลที่ต้องใส่รหัสผ่านป้องกันการเปิดดูข้อมูลระหว่างส่งข้อมูลจากเครื่องรูดบัตรไปยังสถาบัน&lt;strong&gt;การเงิน&lt;/strong&gt;ผู้ออกบัตร&lt;br /&gt;"การแท็ปสายโทรศัพท์แต่ละครั้ง จะได้ข้อมูลจำนวนมากเป็นร้อยถึงแสนข้อมูล มากกว่าเครื่อง skimmer โดยจะได้ทั้งข้อมูลของลูกค้า และธุรกรรมที่ถูกส่งผ่านเครื่องรูดบัตรเมื่อซื้อสินค้า การรูดบัตรที่ผ่านมาจะไม่มีถามหารหัสผ่าน ข้อมูลทั้งหมดจึงถูกส่งผ่านโดยตรง ทำให้มีการดักข้อมูลไว้กลางทางที่ตู้พักสายโทรศัพท์สีเขียวได้ จึงจำเป็นต้องติดตั้งโปรแกรมป้องกันการเข้าถึงข้อมูลก่อนส่งข้อมูลไปยัง&lt;strong&gt;ธนาคาร&lt;/strong&gt;" สมชายเล่า&lt;br /&gt;สำหรับกระบวนการลงโปรแกรมซอฟต์แวร์นั้น ทางสถาบัน&lt;strong&gt;การเงิน&lt;/strong&gt;ผู้ออกบัตรจะต้องนำโปรแกรมเข้าไปติดตั้งในเครื่องรูดบัตรชนิด EDC ให้กับร้านค้าที่บอกรับการชำระเงินผ่าน&lt;strong&gt;บัตรเครดิต&lt;/strong&gt;ทั่วประเทศ ถือเป็นต้นทุนที่สูงและใช้ระยะเวลานาน หลังจากทยอยติดตั้งซอฟต์แวร์หมดทุกห้างร้านทั่วประเทศในปลายปี 2550 เชื่อว่าตัวเลขความเสียหายจากการปลอม&lt;strong&gt;บัตรเครดิต&lt;/strong&gt;จะลดลง&lt;br /&gt;ทั้งนี้ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2550 พบว่ายังคงจับกุมผู้ปลอมแปลง&lt;strong&gt;บัตรเครดิต&lt;/strong&gt;ได้อย่างต่อเนื่อง เฉพาะ&lt;strong&gt;ธนาคาร&lt;/strong&gt;กสิกรไทยแห่งเดียว จับกุมได้ประมาณ 38 คดี มีผู้ต้องหา 47 ราย ส่วนใหญ่จะเป็นมิจฉาชีพกลุ่มเล็ก ที่ล้วงข้อมูลจากการอ่านข้อมูลด้วยเครื่อง skimmer&lt;br /&gt;ด้าน "ธวัชชัย ธิติศักดิ์สกุล" รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารอาวุโส &lt;strong&gt;บัตรเครดิต&lt;/strong&gt;กรุงไทย ในฐานะรองประธานชมรมธุรกิจ&lt;strong&gt;บัตรเครดิต&lt;/strong&gt; เล่าถึงแผนการป้องกันของ&lt;strong&gt;ธนาคาร&lt;/strong&gt;ให้ฟังว่า ค่อนข้างตื่นตัวหลังจากพบว่ามีการทุจริต&lt;strong&gt;บัตรเครดิต&lt;/strong&gt;ในอัตราค่อนข้างสูง โดยเริ่มแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ด้วยการเปลี่ยนลักษณะบัตรจากบัตรที่เป็นแถบแม่เหล็กมาเป็นการฝังชิพ ซึ่ง&lt;strong&gt;ธนาคาร&lt;/strong&gt;จะเป็นผู้ลงทุน และจะค่อยๆ เปลี่ยนให้กับลูกค้าที่แจ้งความประสงค์ทันทีที่บัตรเดิมหมดอายุลง&lt;br /&gt;ปัจจุบันผู้ใช้&lt;strong&gt;บัตรเครดิต&lt;/strong&gt;เคทีซีเปลี่ยนมาใช้บัตรฝังชิพเกือบ 100% แล้ว เหลือเพียงบางรายที่รอบัตรหมดอายุเท่านั้น&lt;br /&gt;"เมื่อก่อนจะใช้&lt;strong&gt;บัตรเครดิต&lt;/strong&gt;แบบแถบแม่เหล็ก ระบบก็จะอ่านข้อมูลจากแถบแม่เหล็กด้านหลังบัตร ส่งผ่านสายโทรศัพท์ ทำให้เกิดการขโมยข้อมูล แต่ปัจจุบันผู้ประกอบการและร้านค้าหันมาร่วมมือกับทางวีซ่าโดยใช้&lt;strong&gt;บัตรเครดิต&lt;/strong&gt;แบบติดชิพ ถือว่าป้องกันการขโมยข้อมูลได้ดี เพราะอ่านข้อมูลได้ยาก และเวลาสอดบัตรเข้าเครื่องอ่านบัตรก็จะมีการอ่านข้อมูลจากชิพแทน" รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารอาวุโส &lt;strong&gt;บัตรเครดิต&lt;/strong&gt;กรุงไทย กล่าว&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:Arial;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;จาก &lt;/span&gt;&lt;a href="http://www.bangkokbizweek.com/20071002/cover/index.php?news=column_24795588.html"&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;กรุงเทพธุรกิจ BizWeek ฉบับวันที่ 12/10/2550&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8660734772790158613-3236079365831494351?l=investor-amateur.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://investor-amateur.blogspot.com/feeds/3236079365831494351/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8660734772790158613&amp;postID=3236079365831494351' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8660734772790158613/posts/default/3236079365831494351'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8660734772790158613/posts/default/3236079365831494351'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://investor-amateur.blogspot.com/2007/11/20-200.html' title='20 แบงก์ตื่น &apos;แท็ปสาย&apos; ลงขัน 200 ล้านผุดโปรแกรมซอฟต์แวร์'/><author><name>wtnsc</name><uri>http://www.blogger.com/profile/03900776444125736964</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8660734772790158613.post-657712032446384397</id><published>2007-11-07T10:38:00.000+07:00</published><updated>2007-11-07T10:38:39.568+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='บัตรเครดิต'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='การเงิน'/><title type='text'>9 ทริค...พ้นเหยื่อมิจฉาชีพ 'บัตรเครดิต-เอทีเอ็ม'</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:arial;"&gt;มิจฉาชีพที่แฝงตัวมาในคราบบุคคลธรรมดา ทำให้ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อไม่ทันตั้งตัว เพื่อความไม่ประมาทจากการโจรกรรม จึงมีเทคนิคง่ายๆ ป้องกันภัยให้รอดจากเป้าหมายของมิจฉาชีพ ดังนี้&lt;br /&gt;1. กระเป๋าสตางค์หายพึงระลึกเสมอว่า...&lt;strong&gt;บัตรเครดิต&lt;/strong&gt;ถูกขโมย ต้องแจ้ง&lt;strong&gt;ธนาคาร&lt;/strong&gt;ทันทีเพื่ออายัดหรือยกเลิกบัตร ป้องกันไม่ให้ผู้อื่นนำไปใช้ หากมีผู้นำบัตรของท่านไปใช้หลังจากท่านแจ้ง&lt;strong&gt;ธนาคาร&lt;/strong&gt;แล้ว &lt;strong&gt;ธนาคาร&lt;/strong&gt;จะต้องเป็นฝ่ายรับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่บัญชีของท่าน&lt;br /&gt;ดังนั้นยิ่งแจ้ง&lt;strong&gt;ธนาคาร&lt;/strong&gt;เร็วเท่าไหร่ ความคุ้มครองก็จะเร็วขึ้นตามไปด้วย&lt;br /&gt;2. ในขณะที่ใช้&lt;strong&gt;บัตรเครดิต&lt;/strong&gt;หรือเอทีเอ็ม ไม่ควรให้ใครมองเห็นมือของเรา และตรวจสอบตู้ใช้ชัดเจนว่ามีเครื่องอ่านบัตรครอบอยู่หรือไม่ รวมถึงอย่ารับความช่วยเหลือจากใคร และหากรู้สึกว่าคนที่ยืนต่อคิวข้างหลังขยับเข้ามาชิดมากเกินไป ก็อย่างเกรงใจที่จะขอให้ช่วยถอยห่างออกไปหน่อย&lt;br /&gt;หลังทำรายการเสร็จสิ้นควรเก็บสลิปไว้และทำลายในที่ปลอดภัย เพราะมิจฉาชีพบางรายมีความสามารถที่จะอ่านข้อมูลในสลิปเอทีเอเอ็ม เพื่อเจาะเข้าถึงข้อมูลและเงินในบัญชี&lt;br /&gt;3. ป้องกันการขโมยข้อมูลและเอกสารจากการกรอกใบสมัครต่างๆ ด้วยการเขียนให้ชัดเจนว่าเอาไปใช้ประโยชน์หรือวัตถุประสงค์อะไร&lt;br /&gt;4. หากได้รับโทรศัพท์จากคนที่ไม่รู้จักและแจ้งว่าได้รับรางวัลก้อนใหญ่ หรือเสนออะไรที่ดีอย่างไม่น่าเชื่อ ให้สงสัยไว้ก่อนว่าเป็นเรื่องหลอกลวง&lt;br /&gt;หากถูกหลอกให้เปิดเผยข้อมูลส่วนตัว ห้ามบอกข้อมูลส่วนตัวกับผู้มาติดต่อเด็ดขาด เพราะ&lt;strong&gt;ธนาคาร&lt;/strong&gt;ทั่วไปไม่เคยมีการติดต่อลูกค้าทางโทรศัพท์ เพื่อแจ้งการถูกรางวัล หรือขอข้อมูลส่วนตัว&lt;br /&gt;5. หากได้รับอีเมล แอบอ้างว่ามาจาก&lt;strong&gt;ธนาคาร&lt;/strong&gt;ที่เปิดบัญชีไว้ ในกรณีนี้ อาจจะกำลังตกเป็นเหยื่อของอีเมลปลอมซึ่งมักจะขอให้ยืนยันหมายเลขบัญชีและรหัสส่วนตัว&lt;br /&gt;พึงระลึกไว้เสมอว่า รหัสส่วนตัว บัตร ใบแจ้งยอดบัญชี สลิปเอทีเอ็ม และเอกสารอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับ&lt;strong&gt;การเงิน&lt;/strong&gt;ของตนเอง ต้องไม่เปิดเผยให้ใครทราบ อีกทั้งหากได้รับอีเมล ต้องดูจากช่องเบราเซอร์ เวบไซต์ที่ปลอดภัยควรขึ้นต้นด้วย https://&lt;br /&gt;6. การชำระเงินในห้างสรรพสินค้า ร้านอาหาร หรือร้านค้าต่างๆ หากจุดชำระเงินห่างจากจุดที่กำลังซื้อของหรือรับประทานอาหาร อาจเป็นไปได้ที่มิจฉาชีพจะแฝงมาในคราบพนักงานถือโอกาสคัดลอกข้อมูล&lt;strong&gt;บัตรเครดิต&lt;/strong&gt; หรือเดบิตด้วยเครื่องอ่านบัตรแบบพกพา ดังนั้นจึงควรเดินตามพนักงาน หรือตรวจสอบจำนวนเงินที่ปรากฏบนสลิป&lt;strong&gt;บัตรเครดิต&lt;/strong&gt;หรือเดบิตทุกครั้งก่อนเซ็นชื่อ ขณะเดียวกัน ก็เลือกซื้อสินค้าเฉพาะกับร้านที่ใช้ระบบ Verified by Visa และ MasterCard Secure Code จึงจะปลอดภัยกว่า&lt;br /&gt;7. ข้อมูลบัตรและรหัสส่วนตัวไม่ควรเปิดเผยให้ใครรู้แม้แต่คนในครอบครัว เพราะมิจฉาชีพอาจอยู่ใกล้ตัว และหมั่นตรวจสอบรายการทำธุรกิจที่ปรากฏในรายงานแจ้งยอดบัญชี หากไม่ได้เป็นผู้ทำธุรกรรมควรรีบแจ้งและพิสูจน์&lt;br /&gt;8. เมื่อบัตรเอทีเอ็มถูกยึดไว้ในเครื่อง ต้องแจ้งให้&lt;strong&gt;ธนาคาร&lt;/strong&gt;ทราบทันที เพื่อความปลอดภัย เพราะหากมีเครื่องอ่านบัตรของมิจฉาชีพติดตั้งไว้ในเอทีเอ็ม และมีการคัดลอกข้อมูลในบัตรรวมทั้งมีการทำบัตรปลอมขึ้นมา &lt;strong&gt;ธนาคาร&lt;/strong&gt;จะต้องเป็นฝ่ายรับผิดชอบความเสียหายให้หลังการแจ้ง&lt;br /&gt;9. หากกำลังวางแผนไปท่องเที่ยวต่างประเทศ ควรใช้จ่ายด้วยบัตรหลัก พร้อมกับแจ้งให้กับ&lt;strong&gt;ธนาคาร&lt;/strong&gt;ผู้ออกบัตรทราบด้วยว่าต้องการใช้บัตรในต่างประเทศ เพื่อให้&lt;strong&gt;ธนาคาร&lt;/strong&gt;เฝ้าติดตามบัญชีของลูกค้าว่ามีรูปแบบการใช้จ่ายที่ผิดปกติ หรือมีพฤติกรรมที่ส่อว่ามีการทุจริตหรือไม่ เช่น การใช้จ่ายในต่างประเทศ หากมีการทำธุรกรรมที่มีความเสี่ยงสูง &lt;strong&gt;ธนาคาร&lt;/strong&gt;จะติดต่อลูกค้าเพื่อตรวจสอบว่าควรอนุมัติรายการนั้นหรือไม่ พร้อมกับติดตามดูธุรกรรมที่น่าสงสัย เช่น ซื้อสินค้าแบบเดียวกันหลายชิ้น หรือซื้อสินค้าจากคนละแห่งกับการเดินทาง หรือซื้อนอกเหนือจากวันเดินทาง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;ที่มา...แหล่งข้อมูลจาก&lt;strong&gt;ธนาคาร&lt;/strong&gt;กรุงเทพ, ชมรมธุรกิจ&lt;strong&gt;บัตรเครดิต&lt;/strong&gt;, บริษัท&lt;strong&gt;บัตรเครดิต&lt;/strong&gt; เคทีซี&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8660734772790158613-657712032446384397?l=investor-amateur.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://investor-amateur.blogspot.com/feeds/657712032446384397/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8660734772790158613&amp;postID=657712032446384397' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8660734772790158613/posts/default/657712032446384397'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8660734772790158613/posts/default/657712032446384397'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://investor-amateur.blogspot.com/2007/11/9.html' title='9 ทริค...พ้นเหยื่อมิจฉาชีพ &apos;บัตรเครดิต-เอทีเอ็ม&apos;'/><author><name>wtnsc</name><uri>http://www.blogger.com/profile/03900776444125736964</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry></feed>
